‘เรียนออนไลน์’ พ่นพิษ เด็กเกิด ‘ออฟฟิศซินโดรม’ ถูก ‘ภาวะเนือยนิ่ง’ ครอบงำ กระทบโครงสร้างร่างกาย-จิตใจ23 กุมภาพันธ์ 2565
“การเรียนออนไลน์” ในยุคโควิด 19 กำลัง “พ่นพิษ” ใส่เด็กตัวเล็กตัวน้อยอย่างร้ายกาจ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ “พฤติกรรมเนือยนิ่ง” ซึ่งเป็นต้นทางของปัญหาสุขภาพมากมาย
แน่นอน พฤติกรรมเนือยนิ่งไม่ใช่เรื่องเล็ก หากแต่เป็นข้อกังวลที่ใหญ่ในระดับชาติ โดยเมื่อปี 2560 ที่ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 10 ได้ถกแถลงเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง จนกระทั่งได้ฉันทมติเป็นมติสมัชชาสุขภาพฯ “การส่งเสริมให้คนไทยทุกช่วงวัยมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น” และมีการขับเคลื่อนเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ข้อมูลจากแพทย์สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เน้นย้ำความเชื่อมโยงระหว่างการเรียนออนไลน์กับพฤติกรรมเนือยนิ่งว่า ตลอด 2 ปีที่เด็กนักเรียนต้องเรียนออนไลน์ พบว่าเด็กมีปัญหาทางสภาพจิตใจ ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวัน
โดยทั่วไปแล้ว เด็กในวัยเรียนมักจะเล่นซนหรือเคลื่อนไหวเป็นส่วนใหญ่ ทว่าเมื่อเด็กคนเดียวกันนี้ถูกจำกัดให้อยู่แต่ในบ้าน หนำซ้ำยังต้องจมอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานเพื่อเล่าเรียน จิตใจของเด็กจะเริ่มเซื่องซึมและเหงาหงอยอย่างไม่รู้ตัว
เมื่อความอึมครึมเข้าครอบงำจิตใจ ย่อมส่งผลต่อพฤติกรรมการแสดงออก เด็กจะเริ่มไม่อยากทำอะไร ไม่อยากประกอบกิจกรรมที่ต้องขยับร่างกายมาก ที่สุดแล้วก็จะเลือกทำกิจกรรมที่อยู่ในท่าเฉพาะนานขึ้น เช่น การดูโทรทัศน์ การเล่นเกม
พญ.อุบลวรรณ วัฒนาดิลกกุล แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี อธิบายกับ “Health station” ตอนหนึ่งว่า ตลอด 2 ปีที่เด็กต้องเรียนออนไลน์เนื่องจากสถานการณ์โควิด 19 พบว่าเด็กมีปัญหาทางสภาพจิตใจ ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวัน เนื่องจากต้องอยู่กับที่มากขึ้น ขาดการปฏิสัมพันธ์กับผู้คน นอกจากนี้ เด็กที่เรียนออนไลน์เป็นเวลานานยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการปวดกล้ามเนื้อที่อาจจะเรื้อรัง และนำไปสู่อาการออฟฟิศซินโดรมรวมถึงโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ได้
“ใน 1 วัน เด็กต้องเรียนออนไลน์ 5-6 ชั่วโมง นั่นหมายถึงสัปดาห์ละ 25-30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และ 100-120 ชั่วโมงต่อเดือน เด็กต้องอยู่ในอิริยาบทเดิมเป็นเวลานาน และไม่ได้ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน” พญ.อุบลวรรณ ระบุ
พญ.อุบลวรรณ เล่าว่า ได้มีโอกาสให้คำปรึกษาแก่เด็กที่มีอาการคล้ายกับออฟฟิศซินโดรม อายุ 10 ขวบ และ 14 ขวบ โดยพบว่าเด็กมีอาการปวดกล้ามเนื้อ บางกรณีพบเด็กที่เกิดอาการปวดคอจนแหงนคอลำบาก มากไปกว่านั้นคือผลกระทบทางจิตใจ คือมีอาการเซื่องซึมและหงอยเหงา
ทั้งนี้ เมื่ออาการหรือภาวะดังกล่าวเข้ามาควบคุมพฤติกรรม จะทำให้เด็กไม่อยากประกอบกิจกรรมที่ต้องขยับร่างกายมาก ที่สุดแล้วก็จะเลือกทำกิจกรรมที่อยู่ในท่าเฉพาะนานขึ้น เช่น การดูโทรทัศน์ การเล่นเกม ซึ่งส่งผลกลับไปยังโครงสร้างร่างกาย กล้ามเนื้อก็จะมีประสิทธิภาพลดลง สำหรับการป้องกันอาการออฟฟิศซินโดรมในเด็ก ต้องเน้นไปที่สภาพจิตใจมากกว่ากายภาพ
“ต้องเข้าใจว่าโครงสร้างทางร่างกายของเด็ก เช่น กระดูก ข้อต่อ เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อ มีความหยืดหยุ่นมากกว่าผู้ใหญ่ และกิจกรรมที่เด็กทำก็จะเป็นการขยับร่างกายสม่ำเสมอ ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อได้ใช้งาน ฉะนั้นในช่วงก่อนโควิด 19 ที่ยังไม่มีการเรียนออนไลน์ จะไม่พบเด็กที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อจนเข้าข่ายออฟฟิศซินโดรมเลย” พญ.อุบลวรรณ กล่าว
พญ.อุบลวรรณ บอกอีกว่า มีงานวิจัยของต่างประเทศเกี่ยวกับการปวดกล้ามเนื้อในเด็กอายุ 6-18 ปี โดยผลการศึกษาพบว่า การปวดกล้ามเนื้อไม่ได้มีสาเหตุมาจากภาวะน้ำหนักเกิน แต่มีแนวโน้มจากการดูโทรทัศน์ 2 ชั่วโมงต่อวัน
ที่สำคัญก็คือ หากเด็กปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังเป็นเวลานาน ย่อมส่งผลต่อภาวะการเจริญเติบโตทั้งด้านของโครงสร้างทางร่างกายและสภาพจิตใจ รวมถึงทำให้เสี่ยงที่จะเป็นออฟฟิศซินโดรม และโรคแทรกซ้อน เช่น โรคอ้วน โรคซึมเศร้า โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ฯลฯ หรือภาวะของสรีระตั้งแต่ช่วงหน้าอกขึ้นไปถึงลำคอเกิดการเคลื่อนตัวงุ้มลง หรือห่อไปด้านหน้า
การป้องกันภาวะและอาการดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ผู้ปกครองควรสร้างสภาพแวดล้อมให้เขาได้ทำกิจกรรมกับเพื่อน รวมถึงสถานที่ที่เหมาะกับการออกกำลังกาย เช่น การวิ่งเล่น ปั่นจักรยาน หรือหากยังต้องอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ยังจำกัดการพบปะ ควรให้เด็กได้ทำงานบ้าน และหากิจกรรมที่สามารถทำร่วมกันในครอบครัวได้
กิจกรรมเหล่านี้นอกจากจะช่วยให้เด็กมีสภาพจิตใจที่สดชื่นเหมาะกับช่วงวัย ยังได้รับวิตามินจากแสงแดดภายนอก ซึ่งมีส่วนช่วยให้การทำงานของกล้ามเนื้อมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

