‘รมณีย์’ ตำบลต้นแบบปลอด ‘หนี้สิน’ ด้วยการลุกขึ้นรวมตัว-จัดการตนเอง ผ่านการตั้ง ‘สถาบันการเงินชุมชน’ สร้างวินัยการออม-เพิ่มคุณภาพชีวิต
โลกกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาเศรษฐกิจ ... ความผันผวนของอัตราค่าเงิน การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ความไม่แน่นอนของตลาดหุ้น สินทรัพย์ดิจิทัล ฯลฯ ส่งผลกระทบกับผู้คนเป็นวงกว้าง และมีส่วนทำให้คนจำนวนหนึ่งสูญเสียความมั่งคั่งในระยะเวลาอันสั้น
ทว่า เหตุการณ์นั้นจะไม่มีทางเกิดขึ้นเลยกับชุมชนแห่งหนึ่งใน จ.พังงา ซึ่งมี “ภูมิคุ้มกัน” ด้านการเงินเป็นอย่างดี
ภูมิคุ้มกันที่ว่า เกิดขึ้นจากลุกขึ้นมาจัดการตนเองมาเป็นระยะเวลาเกือบ 20 ปี
ตำบลรมณีย์ อ.กะปง จ.พังงา ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรราว 2,670 คน มีสถาบันการเงินและกองทุนสวัสดิการของชุมชน ที่ปัจจุบันมียอดเงินรวมกันไม่น้อยกว่า 13-14 ล้านบาท ภายใต้สมาชิกกว่า 1,500 คน ด้วยการนำของ “พี่เหมีย” กัลยา โสภารัตน์ ประธานสถาบันการเงินชุมชนบ้านรมณีย์

เธอเล่าย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของการกำเนิดสถาบันการเงินชุมชนเมื่อ 20 ปีก่อน ซึ่งมีที่มาจาก“ความเจ็บปวด” ของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่สูญเสียสามีอันเป็นเสาหลักของครอบครัว และขณะนั้นก็แร้นแค้นเกินกว่าจะหาเงินมาจัดงานศพให้สามีได้ ที่ช้ำกว่านั้นคือ จะหยิบยืนเงินจากใครก็ไม่ได้ ด้วยไม่มีเครดิต-ความน่าเชื่อถือ
เธอถึงขั้นอยากจบชีวิตตัวเองให้รู้แล้วรู้รอด แต่ติดอยู่ที่ห่วงลูกน้อยทั้ง 3 คน ความจน-ความยากลำบาก และลูกน้อยอีก 3 ชีวิต ทำให้ “กัลยา” ยอมกลืนเลือด และลุกขึ้นสู้แบบหลังชนฝา เธอคิดเพียงว่า ต้องปลดหนี้เพื่อสร้างอิสระให้กับชีวิต
สอดรับกับในขณะนั้น คนในชุมชนรมณีย์เต็มไปด้วยหนี้สิน ทั้งการกู้ยืมเงินจากกองทุนหมู่บ้านไปใช้จ่ายอย่างไม่เกิดประโยชน์ การเป็นหนี้นอกระบบ ฯลฯ
“ถ้ายังเป็นหนี้กันทั้งชุมชนแบบนี้อยู่ คนรุ่นหลังแย่แน่” พี่เหมียคิดแบบนั้น เธอคิดต่อไปว่า ต้องสร้างความเข้มแข็งด้านการเงินในชุมชน โดยต้องเริ่มจากการฝึกให้ทุกคนมี “วินัยในการออม”
“เป็นหนี้ไม่เป็นไร แต่ต้องรู้จักออมไปด้วย เราตั้งต้นจากการมีวินัย ทุกคนต้องมาฝากเงินทุกเดือนถึงจะเป็นสมาชิกกลุ่ม และรับสิทธิประโยชน์จากกลุ่มได้”
พี่เหมียชักชวนสมาชิกในหมู่บ้านประมาณ 50 คน จัดตั้ง “กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตรมณีย์ศรีสยาม” ขึ้นในปี 2547 โดยมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เป็นพี่เลี้ยง เงินประเดิมก้อนแรกที่รวบรวมไม่ถึง 1 หมื่นบาท
โครงสร้างของกลุ่มออมทรัพย์ฯ ทำหน้าที่เหมือนกับเป็น “ธนาคาร” ของชุมชน ทุกคนนำเงินเข้ามาฝาก-ถอนได้ในทุกวันที่ 10 และ 20 ของทุกเดือน โดยมีสมุดบัญชีแยกเป็นของแต่ละคน ขณะเดียวกันหากใครต้องการใช้เงิน ก็สามารถกู้เงินได้จากกลุ่มออมทรัพย์ฯ โดยตรงได้ โดยดอกเบี้ยถูกแสนถูกเพียง 1% ต่อเดือน


การกู้เงินกับกลุ่มออมทรัพย์ฯ นี้เอง ช่วยแก้ปัญหา “หนี้นอกระบบ” โดยกลุ่มได้ไปช่วย “ซื้อหนี้” ของชาวบ้านเพื่อให้มาผ่อนชำระด้วยดอกเบี้ยราคามิตรภาพ รวมไปถึงการซื้อของชิ้นใหญ่ เช่น รถจักรยานยนต์ การต่อเติม/ซ่อมแซมบ้าน ฯลฯ ทางกลุ่มออมทรัพย์ฯ ก็จะเป็นผู้จ่ายเงินก้อน แล้วให้ชาวบ้านมาทยอยผ่อนจ่ายแทน ซึ่งเงินที่ได้จากดอกเบี้ยนี้ก็จะหมุนเวียนกลับไปกลายเป็นเงินปันผลให้กับสมาชิกทุกคนอีกด้วย
มากไปกว่านั้น มีการต่อยอดเพิ่มในปี 2549 ด้วยการจัดตั้ง “กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลรมณีย์” ความช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกที่เดือดร้อน โดยเฉพาะ “งานศพ” อันเป็นบทเรียนของความเจ็บปวดที่เธอเผชิญมา
กองทุนสวัสดิการฯ อีกชื่อหนึ่งคือ “กองทุนสัจจะวันละ 1 บาท” เป็นการเก็บเงินจากคนในชุมชนวันละ 1 บาท หรือปีละ 365 บาท เพื่อนำมาใช้เป็นสวัสดิการของสมาชิกที่ช่วยเหลือดูแลกันตั้งแต่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย กล่าวคือเมื่อ “เกิด” บุตรของสมาชิกก็จะได้เงินรับขวัญ 500 บาท พร้อมเปิดบัญชีให้ในกลุ่มออมทรัพย์ฯ
เมื่อ “แก่” กองทุนฯ จะให้ความช่วยเหลือ เยี่ยมบ้าน มอบข้าวของเครื่องใช้จำเป็นให้ตามความเหมาะสม ครั้งละไม่เกิน 300 บาท ส่วน “เจ็บ” จะมีการดูแลชดเชยค่าใช้จ่ายระหว่างนอนโรงพยาบาล คืนละ 100 บาท ไม่เกิน 10 คืน จากนั้นเมื่อ “ตาย” จะมีการช่วยเหลือค่างานศพให้ตามระยะเวลาการเป็นสมาชิก เช่น 4 ปี 5,000 บาท, 8 ปี 10,000 บาท หรือเกิน 10 ปีขึ้นไป 20,000 บาท เป็นต้น
นอกจากนี้ยังเกิดการต่อยอดไปสู่การรวมกลุ่มอื่นๆ อย่าง “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรตำบลรมณีย์” ในปี 2557 ที่สามารถ “สร้างอำนาจต่อรอง” ราคาขายผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะผลผลิตสำคัญของชาวบ้านอย่าง “ยางพารา” ที่มีการรวบรวมและควบคุมคุณภาพเข้าไว้ด้วยกัน ก่อนเปิดให้กับพ่อค้าคนกลางเข้ามาประมูล ช่วยให้สามารถเพิ่มราคาผลผลิตได้

“พอทุกคนเห็นว่าที่นี่เป็นที่พึ่งให้ชุมชน ก็มองเห็นประโยชน์และเข้ามาร่วมกัน แต่สิ่งสำคัญคือต้องปลูกฝังให้ทุกคนรักกลุ่มตรงนี้ให้ได้ ให้เขาเข้าใจว่าเป็นกลุ่มของทุกคน ไม่ใช่ของพี่เหมีย สมาชิกทุกคนต้องมีหน้าที่ช่วยกันดูแล และมีสิทธิตรวจสอบได้ นี่จึงจะเป็นความยั่งยืนให้กับคนในชุมชนได้จริง” เธอเน้นย้ำถึงหลักการของการจัดการเงินโดยชุมชน
นับจากจุดเริ่มต้นด้วยคนไม่ถึงร้อย ทุกวันนี้ชาวรมณีย์กว่า 1,500 คน ใน 4 หมู่บ้าน หรือเกือบทั้งหมดในตำบลล้วนแต่เข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่ม-กองทุนฯ ทั้งสิ้น
นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ บอกว่า การลุกขึ้นมาจัดการตนเอง และสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนบนกระบวนการการมีส่วนร่วม เป็นหนึ่งในหลักการสำคัญตาม พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ที่มุ่งหมายสานพลังทุกภาคส่วนเข้ามาสร้างสังคมสุขภาวะ ที่ครอบคลุมทั้งร่างกาย จิตใจ ปัญญา และสังคม โดยตัวอย่างที่เกิดขึ้นจากชุมชนรมมณีย์ ถือเป็นต้นแบบการเรียนรู้การร่วมมือร่วมใจในจัดการตนเองอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน เพราะได้ดำเนินการติดต่อกันมาไม่ต่ำกว่า 20 ปี
ปัจจุบันชุมชนรมณีย์ ถูกยกให้เป็น 1 ใน 6 หลักสูตร ของ สถาบันเรียนรู้การพัฒนาพังงาแห่งความสุข ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการสมัชชาสุขภาพ ภายใต้ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 และสมัชชาพังงาแห่งความสุข ภายใต้หัวข้อการเรียนรู้ “รมณีย์ : จัดสรรทรัพย์ แบ่งปันสุข” ที่เปิดให้คนภายนอกเข้ามาเรียนรู้ร่วมกันได้


