พา ‘หาบเร่’ มาเจอ ‘เทศกิจ’ จัดเวทีสางปัญหา-พูดคุยทางออก หาจุดร่วมพื้นที่ค้า-พื้นที่สาธารณะ สช.-ภาคีร่วมสร้างสมดุลคนทำกิน7 ตุลาคม 2565
การหาทางออกและจุดสมดุลสำหรับ “หาบเร่แผงลอย” ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ถือเป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันอย่างสาธารณะ โดยดึงเอาทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาร่วมวง เพื่อถักทอความคิดเห็น ข้อเสนอ ทั้งฝั่งผู้ค้าและเจ้าหน้าที่ ได้มีส่วนร่วมรับฟังถึงปัญหาระหว่างกัน เช่นเดียวกับในเวทีเสวนาสาธารณะ “หาบเร่แผงลอย: ก้างชิ้นใหญ่-เรื่องท้าทายของผู้ว่าฯ” ซึ่งจัดขึ้นโดยมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ (Homenet) สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เมื่อ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา
เป้าหมายของการเสวนานี้ก็เพื่อเป็นการหาทางออก การใช้ “พื้นที่ทางเท้า” ใน กทม. ที่ต้องมีระเบียบ เกิดความสมดุลระหว่างประชาชนคนทั่วไป กับผู้ค้าหาบเร่แผงลอย และตรงกับกฎระเบียบของ กทม. ซึ่งผู้ที่จะมีบทบาทเกี่ยวข้องที่สุดในที่นี้ก็คือผู้ค้า และเจ้าหน้าที่ของ กทม.
วงเสวนาเริ่มจากตัวแทนผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ปรีชา ไทยสงเคราะห์ ประธานสหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย กรุงเทพมหานคร เปิดประเด็นด้วย 6 ข้อเสนอ ที่กลุ่มหาบเร่แผงลอยได้คุยกันและอยากให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องช่วยจัดการคือ 1. ขอให้ตั้งคณะกรรมการระดับเขต ในการบริหารจัดการหาบเร่แผงลอย โดยให้มีตัวแทนผู้ค้าเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ 2. ส่งเสริมให้เปิดพื้นที่ขายชั่วคราว

3. เปิดโอกาสให้ผู้ค้าเก่าได้กลับมาทำการค้า เพราะที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการจัดระเบียบ เพราะถูกไล่เลิก หรือถูกให้รื้อไปเลย 4. สนับสนุนระบบสาธารณูปโภคในการค้าขาย 5. ออกแบบการจัดเก็บรายได้ ภาษีจากผู้ค้าหาบเร่แผงลอย เพื่อบำรุงท้องที่ พัฒนาเขต-ชุมชน 6. ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายหาบเร่แผงลอย ทั้งระยะเร่งด่วน และระยะยาว
ปรีชา ให้ภาพอีกว่า แม้ที่ผ่านมาผู้ว่าราชการ กทม. จะให้ความสำคัญกับเรื่องหาบเร่แผงลอย และต้องการจัดการอย่างเร่งด่วน แต่กลุ่มผู้ค้าเข้าใจดีว่าอาจมีปัญหาอื่นๆ เข้ามาแทรกแซง แต่ก็ไม่อยากให้ลืมประเด็นนี้ และอยากให้เห็นว่าผู้ค้าก็มีตัวตน อยากให้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่มาเหลียวแลกันบ้าง
ประธานสหพันธ์ฯ รายนี้ยังระบุถึงความสำคัญของผู้ค้าหาบเร่แผงลอย โดยเฉพาะกับช่วงแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งผู้ค้าหาบเร่ถือได้ว่าเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” ให้กับคนเมือง พร้อมย้ำว่ากลุ่มหาบเร่แผงลอยไม่ได้ต้องการจะยึดทางเท้าเป็นของตัวเองเพื่อใช้ทำมาหากิน แต่ก็พร้อมจะร่วมพัฒนาเมืองให้เป็นระเบียบ มี “พื้นที่้ค้าขาย” ร่วมกันกับการใช้ “พื้นที่สาธารณะ”
สอดรับกับความเห็นของอีกหนึ่งตัวแทนผู้ค้าหาบเร่แผงลอย เขมิสา โคกทับทิม สมาชิกสหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยกรุงเทพมหานคร ที่เล่าว่า เธอเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ค้าหาบเร่แผงลอยที่สะพานพุทธ แต่ถูกมาตรการจัดระเบียบเมื่อปี 2557 ซึ่งกลุ่มของเธอก็คิดว่าจะเป็นการจัดระเบียบให้ดีขึ้นอย่างที่เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูล และมีความหวังว่าจะได้ขายต่อ แต่แล้วก็กลับถูกไล่รื้อทั้งหมดแล้วยุบตลาดไปเลย
“นั่นทำให้พวกเราไม่มีที่ทำกิน เดือดร้อนมาก อย่างผู้ค้าบางคนไปเช่าที่ขายจากเอกชนที่ตลาดคลองเตย แต่ก็ต้องแลกกับค่าเช่าที่แพง ขายไม่ได้ หรือพอหาที่ได้ ก็เจอกับโควิด-19 อีก กทม.ก็สั่งหยุดขาย แต่รายจ่ายเรามีทุกวัน” เธอระบายผ่านวงเสวนา

จากปัญหาที่เกิดขึ้น เขมิสา เลือกจะไปทวงถามกับทางเขต พร้อมรวมตัวกับกลุ่มยื่นหนังสือเพื่อขอกลับคืนพื้นที่ขายของ แต่ในยุคผู้ว่าฯ กทม. คนก่อนหน้าก็ไม่มีการตอบรับกลับมา รวมถึงผู้บริหารเขตก็ไม่ได้ตอบกลับ กระทั่งมาถึงยุคผู้ว่าฯ กทม. คนปัจจุบัน ที่เธอและทางมีความหวังมากขึ้น เนื่องจากมองว่านายชัชชาติ ก็พร้อมจะสนับสนุนผู้ค้า
"เราพร้อมจะคุย พร้อมจะทำตามระเบียบ ขอแค่ได้ขาย" เธอย้ำเจตจำนงค์
อย่างไรก็ตาม กระทั่งวันหนึ่งเขตที่รับผิดชอบกลุ่มผู้ค้าเก่าย่านสะพานพุทธ ได้เข้ามาวัดพื้นที่ตลาดเดิม เขมิสาพร้อมกับกลุ่มผู้ค้าต่างพากันดีใจที่จะได้กลับมาค้าขาย แต่สุดท้ายกลับพบว่ามีเอกชนที่รับจัดออร์แกไนซ์มาขอเช่าพื้นที่แทน และหากผู้ค้าหาบเร่จะมาขาย ก็ต้องจ่ายค่าเช่ากับเอกชนแทน โดยคิดค่าเช่าพื้นที่ค้าขายวันละ 300 บาท ซึ่งเธอยอมรับว่าไม่มีเงินจ่าย เพราะลำพังเพียงแค่ค่าเช่าเอกชนตามตลาดที่วันละ 100-150 บาท ก็ลำบากสำหรับกลุ่มผู้ค้าหาบเร่อยู่แล้ว
“ออร์แกไนซ์มาขอแค่ครั้งเดียว จัดได้ พวกเราขอตั้งนานกลับไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าบกพร่องตรงไหน พวกเราเคยขายมาก่อนก็น่าจะให้สิทธิเราก่อน อยากให้โอกาสผู้ค้าได้มีพื้นที่ทำกิน อยากให้ทางเขตและ กทม. ให้ผู้ค้ามีส่วนร่วมในการจัดพื้นที่ค้าขาย เราขอความเมตตา และอยากหาเลี้ยงชีพด้วยตัวเองให้ได้” หนึ่งในผู้ค้าจากย่านสะพานพุทธที่เข้าร่วมเวที ส่งเสียงสะท้อน
ขณะที่เสียงสะท้อนจากฟากฝั่งเจ้าหน้าที่ของ กทม. ซึ่งรับผิดชอบจัดการดูแลบริหารความเรียบร้อยกับกลุ่มผู้ค้าหาบเร่แผงลอย อย่าง วิรัตน์ สายแวว หัวหน้ากลุ่มงานกิจการพิเศษ ส่วนตรวจและบังคับการ 1 สำนักเทศกิจ ระบุว่า ที่ผ่านมา กทม. รับฟังข้อเสนอของตัวแทนหาบเร่แผงลอย โดยหลายข้อเสนอก็ตรงกันกับนโยบายของ กทม. ที่เห็นเช่นเดียวกันว่าต้องมีการจัดการหลายด้าน ทั้งเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภคที่เหมาะสมกับการค้าขาย รวมถึงความช่วยเหลือผู้ค้า

อย่างไรก็ตาม ในปี 2548 กทม.เคยมีจุดผ่อนผันค้าขายได้ 683 จุด มีผู้ค้ากว่า 2 หมื่นราย แต่สภาพบ้านเมืองขณะนั้นต่างจากปัจจุบัน ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรเพิ่มมากขึ้น ทางเท้าที่เคยเดินได้ อาจถูกตัดให้สั้นลงเพราะเพิ่มพื้นที่ถนน
ด้วยเหตุผลต่างๆ เหล่านี้ จึงส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้นโยบายการดำเนินการหาบเร่แผงลอยก็ต้องเปลี่ยนแปลงตาม และได้มีการจัดระเบียบกำหนดจุดผ่อนผันใหม่ตามองค์ประกอบ 2 ด้าน คือ ต้องเป็นไปตามกฎหมายกำหนด และต้องได้รับความเห็นชอบจากเจ้าพนักงานจราจร หรือตำรวจ จากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.)
“บช.น.กำลังจะประกาศพื้นที่ผ่อนผันให้ทำการค้าขายได้ในเร็วๆ นี้ หลังจากได้พูดคุยกับ กทม. จากจุดเดิมที่เคยยกเลิกไปก็มีการพิจารณาใหม่ในหลายพื้นที่ แม้ว่าบางจุดจะทำให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนได้ กทม.ก็พยายามละเว้นให้หลายข้อ” ตัวแทนเทศกิจ สะท้อน
วิรัตน์ ย้ำช่วงท้ายด้วยว่า ในอนาคตจะมีการลงทะเบียนผู้ค้าหาบเร่แผงลอยผ่านแอปพลิเคชั่น ซึ่งจะมีประโยชน์กับผู้ค้าสำหรับการติดต่อธนาคาร สถาบันการเงิน ที่จะได้ดูถึงความมั่นคง และเป็นเครดิตที่จะช่วยให้เข้าถึงสภาพคล่องอย่างถูกกฎหมายได้ ในอีกด้านก็จะเป็นการใช้ควบคุมว่าเป็นผู้ค้าตัวจริง ไม่สามารถเอาไปเช่าช่วงได้ และหากพบว่าเอกชนไปเช่าพื้นที่เพื่อเช่าช่วงต่อ ก็จะเข้าไปตรวจสอบและดำเนินการทันที

