ท่ามกลางวิกฤตการณ์ ‘น้ำมันรั่ว’ ‘ภาคประชาชน’ กลับถูกกีดกัน ฟังเสียงคนระยอง วอนรัฐเปิดทางมีส่วนร่วมแก้ปัญหา3 กุมภาพันธ์ 2565
ผ่านมาแล้วเป็นเวลาเกินกว่า 1 สัปดาห์ หลังจากที่ จ.ระยอง ต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลกลางทะเลอีกอีกครั้ง เมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 26 ม.ค. 2565 ทิ้งเวลาไม่ถึง 10 ปี จากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี 2556
แม้ตลอดช่วงที่ผ่านมาจะมีผู้เกี่ยวข้องทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน รวมไปถึงภาควิชาการ ต่างระดมสรรพกำลังเข้ามาให้การสนับสนุนและเร่งบรรเทาสถานการณ์เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หากแต่อีกหนึ่งภาคส่วนที่สำคัญและเราอาจยังไม่ได้เห็นบทบาทมากนักในเหตุการณ์เช่นนี้ คือ “ภาคประชาชน”
หนึ่งในเสียงสะท้อนจาก ภราดร ชนะสุนทร ประธานอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) อ.บ้านค่าย จ.ระยอง และประธานกลุ่มเฝ้าระวังน้ำผิวดิน มองว่า เมื่อภาครัฐเร่งปฏิบัติการแก้ไขปัญหาตามนโยบาย ก็ได้ระดมเจ้าหน้าที่ ทหาร นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เข้ามาทำงาน แล้วปิดหาดเพื่อกันชาวบ้านไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยว
“สำหรับภาคประชาชน เขาถือว่าเป็นผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง เพราะที่เกี่ยวข้องคือภาคอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ หน่วยงานสิ่งแวดล้อม ฉะนั้นบทบาทของภาคประชาชนจึงอยู่ในลักษณะการตั้งรับอย่างเดียว แล้วรอการจ่ายชดเชยเยียวยาผลกระทบ ที่ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง” ภาคประชาชนรายนี้ สะท้อน
เขามองว่าเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น สิ่งที่ภาครัฐระดมล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้เรื่องสสาร เคมีต่างๆ แต่คำถามคือผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จะรู้หรือไม่ว่า ในแต่ละพื้นที่นั้นมีน้ำขึ้นน้ำลงอย่างไร กระแสน้ำไหลพัดไปในทิศทางใด ซึ่งสิ่งเหล่านี้นักวิชาการอาจไม่สามารถรู้ดีไปกว่าคนในพื้นที่ได้
“อย่างเรือเล็กที่ไม่รู้จำนวนกี่ร้อยกี่พันลำ พวกนี้พร้อมออกไปช่วยลากทุ่นเพื่อป้องกันแนวชายฝั่งอยู่แล้ว หากภาครัฐมีการเข้ามาหารือชาวบ้านก็พร้อมออก อาจนำเรือไปทิ้งสมอเป็นจุดๆ ช่วยกันรายงานว่าน้ำมันเข้ามาถึงไหน มีความเร็วเท่าไรในการเคลื่อนตัว เพื่อให้ชายฝั่งเตรียมการรับมือได้ เพราะหากปล่อยให้น้ำมันเข้ามาถึงฝั่งก็จะซึมลงทราย และสร้างผลกระทบอยู่ตรงนั้นต่อไป” เขายกตัวอย่าง
ด้วยบทบาทของประธาน ทสม. ท้ายที่สุดแล้ว “ภราดร” จึงมีโอกาสได้เข้าไปร่วมนำเสนอแนวทางการทำงาน รวมถึงมุมมองหลายส่วนที่ภาครัฐเองอาจมองไม่เห็น ซึ่งในบางเรื่องก็ได้ผลและถูกรับเรื่องไป เช่น ขณะนี้ภาครัฐมีการจ้างเรือของชาวบ้านประมาณ 7-8 ลำ เพื่อไปทอดสมอและรายงานสถานการณ์ตลอดทั้งคืน เป็นต้น
นอกจากนี้อีกกลไกหนึ่งที่สำคัญคือ “สมัชชาสุขภาพจังหวัด” ที่มีการจัดขึ้นอยู่เป็นประจำในพื้นที่ ซึ่งเขาระบุว่าก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ เคยมีการพูดในเวทีหลายครั้งถึงบทเรียนจากกรณีน้ำมันรั่วเมื่อปี 2556 โดยภาคประชาชนได้มีการหารือและร่วมกันตกผลึกออกมาเป็นข้อเสนอต่างๆ เพื่อหากเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้อีกในอนาคต
หนึ่งในข้อเสนอที่สำคัญ คือการประสานงานกับหน่วยงานด้านสาธารณสุข เพื่อให้มีการสุ่มตรวจสุขภาพของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ริมทะเล ซึ่งได้รับไอระเหยจากเบนซินหรือสารเคมีต่างๆ รวมถึงการให้ข้อมูลกับประชาชนในเรื่องความปลอดภัยของอาหารทะเล กุ้ง หอย ปู ปลาต่างๆ ว่ามีการปนเปื้อน หรือมีอันตรายใดๆ หากรับประทานเข้าไปหรือไม่
“การที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน คงต้องเริ่มจากการมีเวทีหารือให้บ่อยมากขึ้น ให้ได้มีการรวมตัวกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ประชาสังคม และทุกองค์กร ที่มาจับมือร่วมกันคิด ร่วมกันทำ หาทางออกโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่ได้ทิ้งเรื่องอุตสาหกรรม และไม่ได้ทิ้งคนที่เขาหาปลา แต่มาหาทางออกว่าทำอย่างไรที่ทั้งหมดจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติและยั่งยืน” ภราดร ระบุ
ด้าน สุทธิธรรม เลขวิวัฒน์ ประธานสมัชชาสุขภาพจังหวัดระยอง ระบุว่า สมัชชาสุขภาพจังหวัดเป็นกลไกพื้นที่กลางในการแก้ไขปัญหาสุขภาพให้กับคนระยอง ที่มีส่วนในการเชื่อมร้อยประสานภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่ เข้ามาเรียนรู้ เข้าใจ และทำงานร่วมกัน ร่วมกับกลไกของคณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) ที่เข้ามามองในภาพรวมอีกทางหนึ่ง
“เวลาวางยุทธศาสตร์เราจะต้องมองกว้าง ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ อย่างกลุ่มที่ทำงานด้านน้ำผิวดิน ก็ได้มองลึกลงไปถึงท้องทะเล และทำงานเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังกันอยู่ตลอดเวลา นำผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเครือข่าย ภาครัฐ หรือเอกชน เข้ามาพูดคุยเจรจากรณีเกิดปัญหา ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ถือว่าแก้ไขได้ค่อนข้างรวดเร็ว” ประธานสมัชชาสุขภาพจังหวัดระยอง ระบุ

