หน้าฝนเฝ้าระวัง “โรคมือ เท้า ปาก” เด็กเล็กเสี่ยงสูง พบป่วยกว่า 5.3 หมื่นราย
7 กันยายน 2569
! Font Awesome Pro 6.0.0 by @fontawesome - https://fontawesome.com License - https://fontawesome.com/license (Commercial License) Copyright 2022 Fonticons, Inc.

เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝน “โรคมือ เท้า ปาก” ยังคงเป็นหนึ่งในโรคที่ผู้ปกครองและสถานศึกษาต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็ก เนื่องจากเป็นโรคติดต่อที่แพร่กระจายได้ง่ายจากการสัมผัสใกล้ชิด รวมถึงการใช้สิ่งของร่วมกัน ทำให้มักพบการระบาดเป็นกลุ่มตามโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

แม้ภาพรวมสถานการณ์โรคมือ เท้า ปากในประเทศไทยปี 2569 จะยังมีจำนวนผู้ป่วยต่ำกว่าปีที่ผ่านมา แต่การพบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องในกลุ่มเด็กเล็ก ทำให้การป้องกันและเฝ้าระวังยังเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเด็กต้องทำกิจกรรมร่วมกันเป็นจำนวนมากในโรงเรียน

 



โรคมือ เท้า ปาก เกิดจากอะไร?

โรคมือ เท้า ปาก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) โดยเชื้อที่พบบ่อย ได้แก่ Coxsackievirus A16 และ Enterovirus 71 สามารถพบได้ในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี

โรคสามารถแพร่เชื้อผ่านสารคัดหลั่งจากจมูกและลำคอ น้ำลาย น้ำจากตุ่มพอง รวมถึงอุจจาระของผู้ติดเชื้อ นอกจากนี้การสัมผัสของเล่น ลูกบิดประตู โต๊ะ เก้าอี้ หรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อแล้วนำมือไปสัมผัสปาก จมูก หรือตา ก็เป็นช่องทางหนึ่งของการติดเชื้อ

ด้วยเหตุนี้ โรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจึงเป็นสถานที่ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเด็กมักเล่น ทำกิจกรรม รับประทานอาหาร และใช้ของเล่นร่วมกัน ทำให้เชื้อสามารถแพร่จากเด็กคนหนึ่งไปสู่อีกคนได้อย่างรวดเร็ว

 

อาการที่ผู้ปกครองควรสังเกต

อาการของโรคมือ เท้า ปากที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • มีไข้
  • เจ็บคอ เบื่ออาหาร
  • มีแผลหรือตุ่มในปาก ทำให้เด็กเจ็บและไม่อยากรับประทานอาหาร
  • มีผื่นหรือตุ่มบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และอาจพบตามก้นหรือบริเวณอื่นของร่างกาย
  • เด็กบางรายอาจมีอาการไม่มากและหายได้เองภายในระยะเวลาไม่นาน

ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม–1 กันยายน 2569 พบผู้ป่วยโรคมือ เท้า ปากสะสม 53,362 ราย เสียชีวิต 1 ราย คิดเป็นอัตราตาย 0.002 ต่อประชากรแสนคน

กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่

อันดับ 1 กลุ่มอายุ 0–4 ปี
อันดับ 2 กลุ่มอายุ 5–9 ปี
อันดับ 3 กลุ่มอายุ 10–14 ปี

ขณะที่มีผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจำนวน 5,408 ราย

แม้จำนวนผู้ป่วยโดยรวมในปี 2569 ยังต่ำกว่าปีที่ผ่านมา แต่ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าเด็กเล็กยังเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มีโอกาสพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในสถานศึกษาและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก




5 วิธีช่วยลดความเสี่ยงโรคมือ เท้า ปากในเด็ก

1. ล้างมือเป็นประจำ
สอนให้เด็กล้างมือด้วยน้ำและสบู่ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ และหลังเล่นของเล่นร่วมกับผู้อื่น

2. ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน
หลีกเลี่ยงการใช้แก้วน้ำ ช้อน ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดมือ หรือสิ่งของที่ต้องสัมผัสบริเวณปากร่วมกัน

3. ทำความสะอาดของเล่นและสิ่งของที่เด็กสัมผัสบ่อย
สถานศึกษาควรทำความสะอาดของเล่น โต๊ะ เก้าอี้ ลูกบิดประตู และพื้นผิวที่มีการสัมผัสร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ

4. หากป่วยควรหยุดเรียนทันที
เมื่อเด็กมีอาการสงสัยโรคมือ เท้า ปาก ควรให้หยุดเรียนและพักอยู่ที่บ้าน เพื่อลดการแพร่เชื้อไปยังเพื่อนและบุคลากรในโรงเรียน

5. เฝ้าสังเกตอาการและรีบพบแพทย์เมื่อผิดปกติ
ผู้ปกครองควรสังเกตอาการของเด็กอย่างใกล้ชิด หากมีอาการรุนแรง ซึมลง ดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารได้น้อย หรือมีอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์




โรงเรียน–ผู้ปกครอง ต้องช่วยกัน “ตัดวงจรการแพร่เชื้อ”

การป้องกันโรคมือ เท้า ปากไม่สามารถทำได้โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างบ้านและสถานศึกษา ผู้ปกครองควรตรวจดูสุขภาพของบุตรหลานทุกวันก่อนพาไปโรงเรียน ขณะที่ครูและผู้ดูแลเด็กควรเฝ้าระวังอาการผิดปกติระหว่างวัน และแยกเด็กที่มีอาการสงสัยออกจากเด็กคนอื่น พร้อมประสานผู้ปกครองให้รับกลับบ้าน

หากพบเด็กป่วยหลายรายในห้องเรียนหรือสถานศึกษา ควรรีบแจ้งหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อประเมินสถานการณ์และดำเนินมาตรการควบคุมโรคอย่างเหมาะสม การตรวจพบผู้ป่วยได้เร็วและลดการสัมผัสระหว่างเด็ก



ภาพจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

 

กรมควบคุมโรคแนะเฝ้าระวังใกล้ชิด แม้ผู้ป่วยปีนี้ยังต่ำกว่าปีก่อน

ด้าน นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ว่า โรคมือ เท้า ปากยังเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังในกลุ่มเด็กเล็ก โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนที่มีแนวโน้มพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น และมักพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในหลายพื้นที่ เนื่องจากเด็กมีกิจกรรมร่วมกันอย่างใกล้ชิดและมีการใช้สิ่งของร่วมกัน จึงเพิ่มโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อ

กรมควบคุมโรคขอความร่วมมือสถานศึกษาและผู้ปกครองร่วมกันเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการคัดกรองเด็กก่อนเข้าเรียน การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล การทำความสะอาดสิ่งของและพื้นที่ที่มีการสัมผัสร่วมกัน รวมถึงให้เด็กที่มีอาการป่วยหยุดเรียนเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ

แม้สถานการณ์โรคมือ เท้า ปากในปี 2569 จะยังมีจำนวนผู้ป่วยต่ำกว่าปีที่ผ่านมา แต่การพบผู้ป่วยสะสมกว่า 5.3 หมื่นราย และการที่เด็กเล็กยังเป็นกลุ่มที่พบผู้ป่วยสูงสุด ยังคงเป็นสัญญาณให้ผู้ปกครองและสถานศึกษาต้องไม่ประมาท โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน การ “รู้เร็ว แยกเร็ว หยุดเรียนเมื่อป่วย และรักษาความสะอาด” จะช่วยลดโอกาสการแพร่ระบาดและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับเด็กได้


ทั้งนี้ การเฝ้าระวัง ป้องกัน และจัดการโรคมือเท้าปาก ได้รับการขับเคลื่อนและบูรณาการภายใต้มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ 3 มติ ได้แก่

มติ 18.4 ระบบบริหารจัดการเพื่อสุขภาวะในวิกฤตซ้อนวิกฤต

มติ 13.2 การบริหารจัดการวิกฤตสุขภาพแบบมีส่วนร่วม กรณีโรคระบาดใหญ่

มติ 8.3 ระบบสุขภาพเขตเมือง: การพัฒนาระบบบริการสุขภาพอย่างมีส่วนร่วม