7 กันยายน วันอากาศสะอาดสากลเพื่อท้องฟ้าสีคราม เพราะอากาศสะอาดคือสิทธิในการมีสุขภาพดี สู่ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด7 กันยายน 2569

7 กันยายนของทุกปี เป็น
“วันอากาศสะอาดสากลเพื่อท้องฟ้าสีคราม” (International Day of Clean Air for
blue skies) วันที่ชวนทั่วโลกตระหนักว่า “อากาศสะอาด”
ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพ เศรษฐกิจ
และคุณภาพชีวิตของประชาชน ขณะที่ปี 2569 สหประชาชาติชูประเด็น
“Clean Air for Climate Action” เน้นการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศควบคู่กับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
สำหรับปี 2569 แนวคิดสำคัญคือ “Clean Air for Climate Action” หรือการสร้างอากาศสะอาดเพื่อการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
โดยองค์การสหประชาชาติชี้ให้เห็นว่า
มลพิษทางอากาศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแหล่งกำเนิดร่วมกันหลายด้าน
จึงจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาไปพร้อมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม
และเศรษฐกิจ
“อากาศเสีย” ไม่ใช่แค่เรื่องฝุ่น
แต่เป็นภัยสุขภาพ
เมื่อพูดถึงปัญหามลพิษทางอากาศ
หลายคนอาจนึกถึง PM2.5 เป็นอันดับแรก แต่ในความเป็นจริงอากาศที่เราหายใจอาจประกอบด้วยมลพิษหลายชนิด
ทั้งฝุ่นละอองขนาดเล็ก ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ โอโซน
และคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย
องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า
มลพิษทางอากาศเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญต่อสุขภาพ
และเกี่ยวข้องกับโรคทั้งระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด
รวมถึงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิด โดยกลุ่มที่มีความเปราะบางเป็นพิเศษ ได้แก่
เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง และประชาชนกลุ่มเปราะบาง
โดยเฉพาะ PM2.5 ซึ่งมีขนาดเล็กมาก
สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและลงลึกจนถึงปอด อีกทั้งมีหลักฐานเชื่อมโยงกับความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด
โรคหลอดเลือดสมอง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง
และมะเร็งปอด

จาก “ฝุ่น PM2.5” สู่คำถาม
“ใครควรรับผิดชอบอากาศที่เราหายใจ?”
ประเทศไทยยังคงเผชิญปัญหามลพิษทางอากาศจากหลายแหล่ง
ทั้งการจราจร การเผาในที่โล่ง การเผาในภาคเกษตร การใช้พลังงานและเชื้อเพลิง อุตสาหกรรม
รวมถึงปัจจัยอื่นๆ
ข้อมูลจากกรมอนามัยในปี 2569 สะท้อนว่า
เมื่อค่าฝุ่น PM2.5 สูงขึ้น
ประชาชนสามารถเกิดอาการที่เกี่ยวข้องจากการรับสัมผัสฝุ่นเพิ่มขึ้น เช่น คัดจมูก
น้ำมูก ไอ และระคายเคืองตา ขณะที่กลุ่มเปราะบางจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
ดังนั้นมาตรการด้านสุขภาพจึงไม่ได้มีเพียงการแนะนำให้ประชาชนสวมหน้ากากหรือหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง
แต่ยังรวมถึงการจัดทำห้องปลอดฝุ่น”การสื่อสารความเสี่ยง
การเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพ และการเตรียมระบบบริการสาธารณสุข เพื่อรองรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง
อย่างไรก็ตาม
การป้องกันตัวเองเป็นเพียงปลายทางของปัญหา
เพราะหากแหล่งกำเนิดมลพิษยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ประชาชนก็ยังต้องเผชิญความเสี่ยงอยู่เรื่อย ๆ
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ประเทศไทยควรทำอย่างไรให้การจัดการอากาศสะอาดเป็นระบบ
ตั้งแต่การป้องกันแหล่งกำเนิด การควบคุมการปล่อยมลพิษ การเปิดเผยข้อมูล
ไปจนถึงการคุ้มครองสิทธิของประชาชน

อากาศสะอาดต้องอาศัย
“การจัดการเชิงระบบ”
แนวคิดของวันอากาศสะอาดเพื่อท้องฟ้าสีครามในปีนี้จึงมีความสำคัญ
เพราะไม่ได้มองปัญหามลพิษทางอากาศแยกออกจากปัญหาสภาพภูมิอากาศ
การเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล การเผาชีวมวล
และกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางประเภท
สามารถปล่อยมลพิษที่ส่งผลทั้งต่อคุณภาพอากาศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ขณะเดียวกันอุณหภูมิที่สูงขึ้นและสภาพอากาศนิ่งสามารถทำให้มลพิษสะสมอยู่ใกล้พื้นดินมากขึ้น
ส่งผลให้ปัญหาคุณภาพอากาศรุนแรงขึ้นได้ จึงเป็นเหตุผลที่การแก้ปัญหามลพิษทางอากาศไม่ควรเป็นภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง
แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และประชาชน
โดยประชาชนสามารถช่วยลดการรับสัมผัสมลพิษได้ด้วยการติดตามค่าคุณภาพอากาศก่อนออกจากบ้าน ลดกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นสูง ใช้หน้ากากที่เหมาะสมเมื่ออยู่ในพื้นที่เสี่ยง ขณะเดียวกันการลดการเผา ลดการใช้ยานพาหนะส่วนตัว และการเลือกใช้พลังงานที่สะอาดขึ้น ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยลดมลพิษจากต้นทาง

“พ.ร.บ.อากาศสะอาด”
ความหวังของการจัดการปัญหาฝุ่นอย่างเป็นระบบ
หนึ่งในประเด็นที่สังคมไทยจับตามองคือการผลักดันร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศให้มีความเป็นระบบมากขึ้น ล่าสุดร่างกฎหมายดังกล่าวกำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งยังมีการอภิปรายเกี่ยวกับประเด็นสำคัญของร่างกฎหมาย เช่น โครงสร้างคณะกรรมการและหลักการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษ หรือ PRTR
หัวใจสำคัญของกฎหมายอากาศสะอาดจึงไม่ได้อยู่เพียงการแก้ปัญหาฝุ่น แต่คือการสร้างกลไกเพื่อป้องกันและจัดการมลพิษตั้งแต่ต้นทาง มีข้อมูลที่ประชาชนเข้าถึงได้ กำหนดความรับผิดชอบของผู้ก่อมลพิษ และทำให้การแก้ปัญหาอากาศเป็นภารกิจร่วมของทุกภาคส่วน
วันอากาศสะอาดเพื่อท้องฟ้าสีคราม จึงไม่ควรเป็นเพียงวันรณรงค์ที่ชวนให้เรามองท้องฟ้า แล้วอยากเห็นสีฟ้าอีกครั้ง แต่ควรเป็นวันที่สังคมตั้งคำถามว่าเราจะทำอย่างไรให้ทุกคนมีสิทธิหายใจอากาศที่สะอาด และปลอดภัยอย่างเท่าเทียมกัน
การมีหน้ากาก ห้องปลอดฝุ่น
หรือการติดตามค่าฝุ่นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการลดความเสี่ยงในชีวิตประจำวัน
แต่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องเดินไปไกลกว่านั้น คือการจัดการที่ต้นเหตุ
การลดการปล่อยมลพิษ การใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
รวมถึงการมีกฎหมายที่ทำให้การจัดการอากาศสะอาดเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง
และในวันที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้ากระบวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ความหวังสำคัญคือ กฎหมายฉบับนี้จะนำไปสู่ระบบการจัดการมลพิษที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส มีส่วนร่วม และให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้คำว่า “อากาศสะอาด” ไม่ใช่เพียงเป้าหมายในวันที่ค่าฝุ่นลดลง แต่เป็นสิทธิพื้นฐานที่คนไทยทุกคนควรได้รับในทุกวัน
ทั้งนี้

