กรมสุขภาพจิตห่วงความรุนแรงในโรงเรียน กระทบความรู้สึกปลอดภัย แนะจับตาสัญญาณเตือน–ดูแลใจเด็กช่วงเรียนและสอบ4 กันยายน 2569
4 กันยายน 2569 กรมสุขภาพจิต แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ความรุนแรงในโรงเรียน ทั้งเหตุข่มขู่และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์โดยตรง แต่ยังอาจกระทบต่อความรู้สึกปลอดภัยของนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง และชุมชนโดยรอบ โดยอาจนำไปสู่ความหวาดกลัว ตื่นตระหนก และความเครียดสะสม พร้อมขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันเฝ้าระวังสัญญาณเตือนและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทั้งทางกายและทางใจ

ภาพจากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
กรมสุขภาพจิตย้ำ
“ความรุนแรงในโรงเรียน” ไม่ควรโยงปัญหาสุขภาพจิตเพียงอย่างเดียว
นายแพทย์กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์
อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า
สถานการณ์ความรุนแรงในโรงเรียน
ไม่ว่าจะเป็นเหตุข่มขู่หรือเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นจริง
ล้วนส่งผลกระทบต่อความรู้สึกปลอดภัยของนักเรียน ครู บุคลากร ผู้ปกครอง
และชุมชนโดยรอบ โดยอาจก่อให้เกิดความหวาดกลัว ความตื่นตระหนก และความเครียดสะสม
ทั้งนี้
ความรุนแรงในโรงเรียนมีสาเหตุและปัจจัยเกี่ยวข้องหลายด้าน ทั้งความเครียด
ความขัดแย้ง การถูกกลั่นแกล้ง สภาพแวดล้อม และปัจจัยทางสังคม
จึงไม่ควรอธิบายหรือเหมารวมว่าเหตุความรุนแรงเกิดจากปัญหาสุขภาพจิตเพียงอย่างเดียว
กรมสุขภาพจิตจึงขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันสังเกต “สัญญาณเตือน” ที่อาจจำเป็นต้องได้รับการประเมิน เช่น
การพูดหรือเขียนข้อความข่มขู่ การแสดงความโกรธรุนแรง
หรือการเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์และพฤติกรรมอย่างชัดเจน โดยไม่ควรเพิกเฉย ด่วนสรุป
หรือตีตราผู้ที่มีพฤติกรรมดังกล่าว แต่ควรรับฟังและดำเนินการอย่างเหมาะสม
หากพบการข่มขู่หรือเบาะแสที่อาจก่อให้เกิดอันตราย
ควรรีบแจ้ง ครู ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ปกครอง
เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หรือผู้รับผิดชอบด้านความปลอดภัย เพื่อร่วมกันประเมินสถานการณ์
ป้องกันเหตุ และดูแลผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม
ลงพื้นที่กำแพงเพชร
ดูแลครู–นักเรียนหลังเกิดเหตุ
สำหรับเหตุการณ์ล่าสุดในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร
เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา
กรมสุขภาพจิตได้มอบหมายให้ โรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์
และศูนย์สุขภาพจิตที่ 3 ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และวางแนวทางให้การดูแลช่วยเหลือทางจิตใจ
ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกำแพงเพชร โรงพยาบาลกำแพงเพชร
และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 กำแพงเพชร
อย่างเร่งด่วน
เบื้องต้นได้ดำเนินการคัดกรองสุขภาพจิตครูผู้สอนกว่า 90 คน พร้อมสื่อสารแนวทางการสังเกตและเฝ้าระวังความผิดปกติทางอารมณ์และพฤติกรรมของนักเรียนให้แก่ผู้ปกครอง
เพื่อนำไปใช้ในการดูแลเด็กขณะอยู่ที่บ้าน
โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับนักเรียนที่อยู่ในเหตุการณ์
เพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมทั้งในโรงเรียนและครอบครัว
เด็กเครียดจากเรียน–สอบ
ต้องมีพื้นที่ปลอดภัยทางใจ
นายแพทย์จุมภฎ พรมสีดา
รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า
เด็กและเยาวชนที่เผชิญความเครียดจากการเรียน การสอบ ความคาดหวัง
หรือความขัดแย้งภายในโรงเรียน อาจแสดงออกผ่านอาการหงุดหงิด กังวล เศร้า นอนไม่หลับ
หรือรู้สึกว่าตนเองไม่สามารถรับมือกับปัญหาได้
กรมสุขภาพจิตจึงแนะนำแนวทางดูแลสุขภาพจิตตามบทบาทของแต่ละกลุ่ม
ดังนี้
1. เด็กและเยาวชน
“รู้ทันอารมณ์–จัดการความเครียด”
เมื่อรู้สึกเครียดหรือโกรธ
ควรหยุดพัก หายใจช้า ๆ และหาวิธีผ่อนคลาย จัดลำดับปัญหา
แบ่งงานหรือสิ่งที่ต้องทำออกเป็นส่วนเล็ก ๆ เพื่อให้จัดการได้ง่ายขึ้น
หากรู้สึกว่ารับมือกับปัญหาไม่ไหว ควรพูดคุยกับครู ผู้ปกครอง หรือผู้ใหญ่ที่ไว้ใจ
และที่สำคัญ ไม่ใช้ความรุนแรงต่อตนเองหรือผู้อื่น
2. ครอบครัวและโรงเรียน
“สร้างพื้นที่ปลอดภัย”
ผู้ปกครองและครูควรเปิดโอกาสให้เด็กพูดคุยและระบายความรู้สึก
รับฟังโดยไม่ตำหนิ เปรียบเทียบ หรือเพิ่มแรงกดดัน
พร้อมสังเกตการเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์และพฤติกรรม และร่วมกันหาทางออกที่เหมาะสม
ขณะที่โรงเรียนควรมีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่เข้าถึงได้
มีช่องทางแจ้งเหตุหรือขอความช่วยเหลือที่ปลอดภัย
รวมทั้งประสานผู้ปกครองหรือบุคลากรด้านสุขภาพจิตเมื่อพบเด็กที่ต้องการการดูแลเพิ่มเติม
3. ชุมชนและสังคม “ช่วยกันเฝ้าระวัง”
ประชาชนและคนในชุมชนสามารถมีส่วนร่วมในการป้องกันความรุนแรง
ด้วยการสังเกตสัญญาณที่น่าเป็นห่วง เช่น การพูดหรือเขียนข้อความข่มขู่
การแสดงความโกรธรุนแรง หรือการพูดถึงการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น
เมื่อพบความเสี่ยง ไม่ควรเพิกเฉยหรือตีตรา แต่ควรรีบแจ้งผู้ปกครอง ครู ผู้บริหารโรงเรียน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หรือผู้รับผิดชอบด้านความปลอดภัย เพื่อร่วมกันประเมินและป้องกันเหตุ รวมถึงประสานการดูแลด้านสุขภาพจิตอย่างเหมาะสม

ความปลอดภัยในโรงเรียน ต้องดูแลทั้ง
“กายและใจ”
กรมสุขภาพจิตเน้นว่า
การป้องกันความรุนแรงในโรงเรียนไม่ใช่หน้าที่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจาก เด็ก
ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการสร้างระบบที่ทำให้เด็กสามารถขอความช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัย
และทำให้ผู้ใหญ่สามารถรับรู้ความเสี่ยงได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
ขณะเดียวกัน
การดูแลสุขภาพจิตของเด็กไม่ควรเกิดขึ้นเฉพาะหลังเกิดเหตุ
แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสภาพแวดล้อมในโรงเรียนที่เอื้อต่อการเรียนรู้
การสื่อสาร และการขอความช่วยเหลือ
โดยเฉพาะในช่วงที่เด็กต้องเผชิญแรงกดดันจากการเรียนและการสอบ
หากเด็ก เยาวชน
หรือประชาชนมีความเครียด วิตกกังวล
หรือได้รับผลกระทบทางจิตใจจากเหตุการณ์ความรุนแรง สามารถขอรับคำปรึกษาจาก สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24
ชั่วโมง หรือช่องทาง สุขภาพจิต.com
ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

