เดือนอัลไซเมอร์โลก 2569 “รู้เร็ว รู้ทัน” ก่อนความจำเลือนกลายเป็นภาระใหญ่ของทั้งครอบครัว4 กันยายน 2569
ทุกวันที่ 21
กันยายนของทุกปี เป็น
“วันอัลไซเมอร์โลก” (World Alzheimer’s Day) และตลอดเดือนกันยายน ถือเป็นเดือนอัลไซเมอร์โลก
(World Alzheimer’s Month) ซึ่งจัดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อม
รวมถึงลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติต่อผู้ที่อยู่กับภาวะสมองเสื่อม
สำหรับปีนี้ Alzheimer’s Disease International (ADI) กำหนดประเด็นรณรงค์ว่า “The Earlier You Know, The More You Can Do: A Dementia Diagnosis Matters” หรือ “ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งทำอะไรได้มากขึ้น เพราะการวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อมมีความสำคัญ” โดยต้องการเน้นให้สังคมเห็นความสำคัญของการวินิจฉัยโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

อัลไซเมอร์ไม่ใช่ความแก่ตามปกติ
องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า
ภาวะสมองเสื่อมเป็นกลุ่มอาการที่ส่งผลต่อความจำ ความคิด พฤติกรรม
และความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน
โดยเกิดจากโรคหรือความผิดปกติหลายชนิดที่ส่งผลต่อสมอง ขณะที่
โรคอัลไซเมอร์เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของภาวะสมองเสื่อม
และอาจมีส่วนทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมประมาณ 60–70% ของทั้งหมด
ข้อมูล WHO ระบุว่า
ในปี 2021 มีผู้ที่อยู่กับภาวะสมองเสื่อมทั่วโลกประมาณ 57 ล้านคน และมีผู้ป่วยรายใหม่เกือบ 10 ล้านคนต่อปี โดยมากกว่า 60% อาศัยอยู่ในประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า
อัลไซเมอร์ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุเท่านั้น
แต่เป็นโจทย์สำคัญของครอบครัว ระบบสุขภาพ และสังคมในระยะยาว
“รู้เร็ว รู้ทัน” สำคัญอย่างไร?
หัวใจของการรณรงค์ในปี 2569 คือการทำให้ประชาชนเข้าใจว่าการตรวจพบความผิดปกติเร็ว
ไม่ได้หมายความว่าต้องรอให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงก่อนจึงเข้ารับการตรวจ
ซึ่งการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีเวลาพูดคุยและวางแผนเกี่ยวกับการรักษา
การดูแลสุขภาพ การดำเนินชีวิต การเงิน รวมถึงการดูแลระยะยาวได้เหมาะสมมากขึ้น
ดังนั้น
หากพบว่าตัวเองหรือคนใกล้ชิดมีปัญหาความจำ หรือการคิดที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมและเริ่มกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ควรสรุปเองว่าเป็นเพียง “อาการหลงลืมตามวัย”
แต่ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินหาสาเหตุที่ชัดเจน
อาการของภาวะสมองเสื่อมไม่ได้มีเพียงการจำชื่อคนไม่ได้
แต่สามารถแสดงออกได้หลายรูปแบบ เช่น
1. ลืมเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นบ่อยผิดปกติ
เช่น ถามคำถามเดิมซ้ำ ๆ ลืมบทสนทนาที่เพิ่งพูดไป หรือจำเหตุการณ์ใหม่
ๆ ไม่ได้
2. ทำกิจวัตรที่เคยทำได้ยากขึ้น
เช่น ทำอาหาร ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า จัดการเรื่องเงิน
หรือเดินทางในเส้นทางที่คุ้นเคย แล้วมีปัญหาด้านความจำ
3. มีปัญหาด้านภาษาและการสื่อสาร
นึกคำสื่อสารไม่ออก พูดจาติดขัด หรือไม่เข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นสื่อสาร
4. สับสนเรื่องเวลาและสถานที่
ไม่รู้ว่าวันนี้เป็นวันอะไร หลงทางในสถานที่คุ้นเคย
หรือไม่แน่ใจว่าตัวเองอยู่ที่ไหน
5. บุคลิกหรืออารมณ์เปลี่ยนไป
มีความกังวล หงุดหงิด ถอนตัวจากสังคม
หรือมีพฤติกรรมที่แตกต่างจากเดิมอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม
อาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นอัลไซเมอร์เสมอไป
เพราะความผิดปกติด้านความจำอาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่สามารถตรวจพบและรักษาได้
จึงควรให้บุคลากรทางการแพทย์เป็นผู้ประเมินอาการ

อัลไซเมอร์ ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้สูงอายุ
แม้อายุจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของภาวะสมองเสื่อม
แต่ WHO ระบุว่า ภาวะสมองเสื่อมสามารถเกิดขึ้นในคนอายุน้อยได้เช่นกัน โดยภาวะสมองเสื่อมที่เริ่มมีอาการก่อนอายุ 65
ปีคิดเป็นสัดส่วนได้ถึงประมาณ 9% ของผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม
ขณะเดียวกัน
ความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมไม่ได้เริ่มต้นเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ
แต่เป็นสิ่งที่สะสมตลอดช่วงชีวิต นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมการดูแลสุขภาพสมอง
จึงไม่ควรรอจนเข้าสู่วัยเกษียณ
WHO ชี้ “ลดความเสี่ยง”
ได้ด้วยการดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้
แม้ปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันภาวะสมองเสื่อมได้ทั้งหมด
แต่มีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ โดย WHO
ออกแนวทางฉบับปรับปรุงล่าสุดในปี 2569 โดยเน้นการลดความเสี่ยงของภาวะความคิดถดถอย
และภาวะสมองเสื่อมตลอดช่วงชีวิต ซึ่งระบุว่าปัจจัยเสี่ยงที่สามารถปรับเปลี่ยนได้อาจเกี่ยวข้องกับภาระความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมได้มากถึง 45%
ปัจจัยสำคัญ ประกอบด้วย
1. ขยับร่างกายให้สม่ำเสมอ
การมีกิจกรรมทางกายเป็นประจำเป็นหนึ่งในแนวทาง
ที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสื่อมถอยของการทำงานด้านความคิด
2. ควบคุมความดัน เบาหวาน
และไขมันในเลือด
โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)หลายชนิด
โดยเฉพาะความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง
มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อม
การควบคุมโรคเหล่านี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพสมอง
3. ไม่สูบบุหรี่
และลดการดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นอันตราย
พฤติกรรมเหล่านี้มีผลต่อสุขภาพโดยรวม
และเป็นปัจจัยที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ด้วยการลด
ละ เลิก
4. กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
เน้นกินอาหารที่มีความหลากหลายและสมดุล
ควบคู่กับการควบคุมน้ำหนักตัว
นอกจากนี้ WHO ยังให้ความสำคัญกับการดูแลการได้ยิน การลดการสัมผัสมลพิษทางอากาศ และการจัดการปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพอื่น ๆ ด้วย

“สมองดี”
ต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนความจำมีปัญหา
แนวคิดสำคัญจากวันอัลไซเมอร์โลกปีนี้จึงไม่ได้หมายถึงการรอให้มีอาการแล้วค่อยไปตรวจ
แต่คือการทำให้คนทุกวัยตระหนักว่าสุขภาพสมองเป็นส่วนหนึ่งของสุขภาพโดยรวม
ตั้งแต่วันนี้เราสามารถเริ่มจากเรื่องง่าย
ๆ เช่น ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ กินอาหารที่สมดุล ควบคุมความดันและน้ำตาล
ไม่สูบบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์ รักษาความสัมพันธ์ทางสังคม
และหมั่นเรียนรู้หรือทำกิจกรรมที่กระตุ้นการคิด
หากพบความเปลี่ยนแปลงด้านความจำหรือความสามารถในการใช้ชีวิตที่ผิดไปจากเดิม อย่ารอจนกระทบชีวิตประจำวันอย่างรุนแรง เพราะ “การรู้เร็ว” ไม่ได้หมายถึงเพียงการรู้ว่าเป็นโรคอะไร แต่หมายถึงการได้มีเวลาในการตัดสินใจ วางแผนการรักษา ปรับสภาพแวดล้อม เตรียมครอบครัว และออกแบบคุณภาพชีวิตให้เหมาะสมกับผู้ป่วยมากที่สุด
วันอัลไซเมอร์โลก 2569 จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามง่าย ๆ ว่า “วันนี้ เราดูแลสมองของตัวเองดีพอแล้วหรือยัง?”

