กรมควบคุมโรคเตือน “ฝีดาษวานร” แนวโน้มเพิ่มขึ้น ชี้กลุ่มภูมิคุ้มกันต่ำเสี่ยงอาการรุนแรง2 กันยายน 2569
เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า จากการเฝ้าระวังสถานการณ์ โรคฝีดาษวานร (Mpox) ในประเทศไทย ยังคงพบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง และเริ่มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม–23 สิงหาคม 2569 พบผู้ป่วยยืนยันโรคฝีดาษวานรสะสม 254 ราย ในจำนวนนี้พบผู้ป่วยติดเชื้อสายพันธุ์ Clade I จำนวน 193 ราย ทั้งหมดเป็นสายพันธุ์ย่อย Clade Ib ขณะที่พบสายพันธุ์ Clade II จำนวน 58 ราย และอีก 3 รายอยู่ระหว่างรอผลตรวจเพื่อยืนยันสายพันธุ์ย่อยของ Clade I

ภาพจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
สำหรับผู้ป่วยมีการกระจายตัวในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล เมืองใหญ่ และจังหวัดท่องเที่ยว โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการติดเชื้อยังเกี่ยวข้องกับการสัมผัสใกล้ชิดที่สัมพันธ์กับกิจกรรมทางเพศ รวมถึงการใช้ชีวิตหรือท่องเที่ยวในสถานที่ปิดและแออัด ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสสัมผัสเชื้อได้
พบ Clade Ib เพิ่มขึ้น
กรมควบคุมโรคจับตากลุ่มภูมิคุ้มกันต่ำ
นพ.มณเฑียร กล่าวว่า
แม้สถานการณ์โรคฝีดาษวานรโดยรวมยังอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้
แต่ข้อมูลการเฝ้าระวังพบประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือการพบผู้ติดเชื้อ Clade Ib เพิ่มขึ้น และมีสัดส่วนสูงกว่า
Clade II ซึ่งแตกต่างจากช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ที่ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อ Clade II เป็นหลัก
นอกจากนี้ Clade Ib ยังมีลักษณะรอยโรคและอาการที่อาจรุนแรงกว่า Clade II โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ จึงจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มข้นในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคอย่างต่อเนื่อง

ฝีดาษวานรติดต่ออย่างไร?
โรคฝีดาษวานรสามารถติดต่อจากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ โดยเฉพาะการสัมผัสผื่นหรือตุ่มโดยตรง
การสัมผัสสารคัดหลั่ง รวมถึงการอยู่ใกล้ชิดกันเป็นเวลานาน
กรมควบคุมโรคจึงแนะนำให้ประชาชนป้องกันตนเอง โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีผื่น ตุ่ม หรือความผิดปกติทางผิวหนังที่ไม่ทราบสาเหตุ รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล และลดพฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
มีไข้ ปวดเมื่อย ต่อมน้ำเหลืองโต
ตามด้วยผื่นหรือตุ่ม ควรพบแพทย์
สำหรับอาการที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ ไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย
ต่อมน้ำเหลืองโต รวมถึงมีผื่นหรือตุ่มตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
หากมีอาการดังกล่าว โดยเฉพาะภายหลังมีประวัติเสี่ยงภายในช่วง 5–21 วัน ควรรีบเข้ารับการตรวจที่สถานบริการสุขภาพหรือโรงพยาบาล พร้อมแจ้งประวัติความเสี่ยงแก่บุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้ได้รับการตรวจวินิจฉัยและดูแลอย่างเหมาะสม

กรมควบคุมโรคเพิ่มระบบเฝ้าระวัง
เชื่อมคลินิก STI-HIV
สำหรับมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน
และควบคุมโรค กรมควบคุมโรคได้เพิ่มความเข้มแข็งของระบบเฝ้าระวังและการรายงานโรค
พร้อมประสานสถานบริการสุขภาพในการคัดกรองผู้ที่มีอาการสงสัยหรือมีประวัติเสี่ยง
รวมถึงติดตามผู้สัมผัส
ขณะเดียวกันยังเชื่อมโยงการดำเนินงานกับคลินิกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
คลินิกเอชไอวี และบริการสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับมาตรการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อภายในสถานพยาบาล
ตลอดจนการให้ความรู้และคำแนะนำแก่ประชาชนเพื่อป้องกันตนเอง
กรมควบคุมโรคขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุข ดูแลสุขภาพและสังเกตอาการของตนเองอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติเสี่ยง ควรลดพฤติกรรมที่อาจเพิ่มโอกาสรับเชื้อ และหากมีอาการสงสัยควรเข้ารับการตรวจโดยเร็ว

