ปาฐกถาพิเศษ “นพ.สุเทพ เพชรมาก”: ภารกิจขับเคลื่อน HIA สู่ “เกราะป้องกันสุขภาพ” ในโลกยุคเดือด

! Font Awesome Pro 6.0.0 by @fontawesome - https://fontawesome.com License - https://fontawesome.com/license (Commercial License) Copyright 2022 Fonticons, Inc.

ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด ตลอดจนปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยคุกคามสุขภาพรูปแบบใหม่ การตัดสินใจเชิงนโยบายโดยมองเพียงมิติใดมิติหนึ่งอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

เพราะทุกการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นโครงการอุตสาหกรรม การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาเมือง หรือการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ล้วนเชื่อมโยงกลับมาสู่สุขภาพของประชาชน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้




ในพิธีเปิดการประชุมวิชาการ HIA Forum 2026 ณ มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ การขับเคลื่อนการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ สู่การตัดสินใจเชิงนโยบาย และการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน” พร้อมสะท้อนโจทย์สำคัญว่า ในวันที่โลกเปลี่ยนเร็วและคาดการณ์ได้ยากขึ้น ประเทศไทยจำเป็นต้องมีระบบที่ช่วยให้สังคม “รู้เร็ว รู้เท่า รู้ทัน” ต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสุขภาพ ซึ่งหนึ่งในกลไกสำคัญคือ การประเมินผลกระทบทางสุขภาพ หรือ Health Impact Assessment (HIA)

 

จาก “โลกร้อน” สู่ “โลกเดือด” ความท้าทายที่ซับซ้อนเกินกว่าจะคาดการณ์

นพ.สุเทพ เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะวิกฤตสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งคำที่ใช้เรียกสถานการณ์ได้เปลี่ยนผ่านจาก Global Warming หรือ “โลกร้อน” ไปสู่ Global Boiling หรือ “โลกเดือด” สะท้อนระดับความรุนแรงของวิกฤตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน โลกไม่ได้เผชิญเพียงวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังมีความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เข้ามาซ้อนทับกัน ทำให้อนาคตมีความไม่แน่นอนและคาดการณ์ได้ยากกว่าเดิม

ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปเร็วมาก ทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโลยีไซเบอร์ สิ่งเหล่านี้ทำให้การคาดการณ์อนาคตทำได้ยากขึ้น” นพ.สุเทพ กล่าว

 

สุขภาพไม่ได้ถูกกำหนดโดยโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ นพ.สุเทพ เน้นย้ำ คือความเข้าใจต่อ “ปัจจัยกำหนดสุขภาพ” ซึ่งทำให้เห็นว่าการรักษาพยาบาลเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสร้างสุขภาพที่ดีเท่านั้น

ข้อมูลที่ถูกหยิบยกขึ้นมาสะท้อนว่า ปัจจัยด้านระบบบริการสุขภาพหรือการแพทย์มีส่วนช่วยต่อสุขภาพของประชาชนประมาณ 10% ขณะที่พันธุกรรมมีสัดส่วนราว 20% ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 70% เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมที่ผู้คนดำรงชีวิตอยู่

นั่นหมายความว่า หากต้องการสร้างประชากรที่มีสุขภาวะดี การลงทุนในโรงพยาบาลและระบบการรักษาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องกลับไปจัดการกับต้นเหตุ ที่อยู่รอบตัวประชาชนด้วย

นพ.สุเทพ ชี้ว่า ในอนาคต สิ่งแวดล้อมอาจกลายเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพมากถึง 50% เพราะสภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนดสำคัญว่าคนคนหนึ่งจะมีอายุยืนหรือไม่ จะเกิดความพิการ หรือจะเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs หรือไม่

ดังนั้น การสร้างสุขภาพจึงไม่ใช่ภารกิจของกระทรวงสาธารณสุขหรือบุคลากรทางการแพทย์เพียงฝ่ายเดียว แต่เกี่ยวข้องกับทุกนโยบาย ทุกโครงการพัฒนา และทุกพื้นที่ที่ประชาชนใช้ชีวิต



 

HIA ไม่ใช่แค่เครื่องมือประเมินผลกระทบฯ แต่คือระบบ “เตือนภัย” ทางสุขภาพ

จากโจทย์ดังกล่าว บทบาทของ HIA จึงมีความสำคัญมากขึ้น เพราะหัวใจของ HIA ไม่ได้อยู่เพียงการประเมินว่าโครงการหนึ่ง ๆ จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไร แต่ยังเป็นกระบวนการที่ช่วยให้สังคมมองเห็นความเสี่ยง รับฟังเสียงของผู้ได้รับผลกระทบ และนำข้อมูลเหล่านั้นไปประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย

นพ.สุเทพ เปรียบเทียบความสำคัญของระบบเฝ้าระวังว่า สิ่งที่สังคมต้องการคือการ รู้เร็ว รู้เท่า รู้ทัน”

หากสามารถมองเห็นสัญญาณของความเสี่ยงได้เร็ว ก็ย่อมมีโอกาสป้องกันและลดผลกระทบก่อนที่ปัญหาจะขยายตัวจนกลายเป็นวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติ โรคอุบัติใหม่ หรือผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่

หัวใจคือต้องรู้เร็ว รู้เท่า รู้ทัน หากเราเฝ้าระวังและพยากรณ์ได้ทันท่วงที ภัยพิบัติหรือโรคอุบัติใหม่ก็จะจัดการได้ง่ายขึ้น”

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนมุมมองจาก รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงแก้ไข” ไปสู่ มองเห็นความเสี่ยงและป้องกันก่อนเกิดผลกระทบ” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างระบบสุขภาพที่มีความยืดหยุ่นและรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต

 

บทเรียน “มาบตาพุด” เมื่อเสียงประชาชนกลายเป็นพลังเปลี่ยนระบบ

กรณีมาบตาพุดถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า ผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมไม่สามารถแยกออกจากสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้

บทเรียนจากพื้นที่ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า เมื่อประชาชนเกิดความตื่นตัว มีการรวมตัวของภาคส่วนต่าง ๆ และมีกลไกทางกฎหมายรองรับ ก็สามารถนำไปสู่การพัฒนาระบบเฝ้าระวังผลกระทบด้านสุขภาพ รวมถึงการจัดตั้งกลไกอย่างศูนย์อาชีวเวชศาสตร์เพื่อดูแลผลกระทบต่อสุขภาพจากการประกอบอาชีพและการพัฒนาอุตสาหกรรม

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะพื้นที่ แต่เป็นบทเรียนสำคัญของประเทศไทยว่า การพัฒนาที่ดีต้องเดินไปพร้อมกับการคุ้มครองสุขภาพของประชาชน และ HIA สามารถทำหน้าที่เป็น “พื้นที่กลาง” ที่นำข้อมูลทางวิชาการ ประสบการณ์ของประชาชน และมุมมองของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมาประกอบกัน เพื่อให้การตัดสินใจมีความรอบด้านมากขึ้น

 



จากท้องถิ่นสู่ระดับชาติ พลังของเครือข่ายคือหัวใจ

สำหรับการขับเคลื่อน HIA ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ นพ.สุเทพ มองว่า เครือข่าย” คือปัจจัยสำคัญที่สุด เพราะการจัดการปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมไม่สามารถทำได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในระดับพื้นที่ เพราะเป็นหน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนและเห็นการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกันสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยบูรพาและมหาวิทยาลัยภาคีเครือข่าย มีบทบาทในการสร้างองค์ความรู้ พัฒนาศักยภาพ และสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะด้าน HIA และขณะที่หน่วยงานส่วนกลาง เช่น กรมควบคุมมลพิษ และ กระทรวงสาธารณสุข สามารถสนับสนุนองค์ความรู้ ข้อมูล และกลไกเชิงนโยบายเพื่อเชื่อมโยงการทำงานจากระดับพื้นที่สู่ระดับประเทศ

นี่คือภาพของ HIA ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียง “เครื่องมือทางวิชาการ” แต่กำลังพัฒนาไปสู่ ระบบนิเวศของการเรียนรู้และเฝ้าระวังสุขภาพ ที่มีประชาชน ท้องถิ่น นักวิชาการ และภาครัฐร่วมกันขับเคลื่อน

 

เปลี่ยน HIA จาก “การประเมิน” สู่ “เกราะป้องกันสุขภาพ”

ในโลกที่ความเสี่ยงเกิดขึ้นเร็ว ซับซ้อน และเชื่อมโยงกันมากขึ้น การตัดสินใจเชิงนโยบายจึงจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือความคุ้มค่าของโครงการ แต่ต้องถามให้ชัดเจนด้วยว่า การพัฒนานั้นสร้างสุขภาพที่ดีขึ้นให้กับประชาชนหรือไม่ และใครคือคนที่ต้องรับภาระจากผลกระทบที่เกิดขึ้น”

เพราะการประเมินผลกระทบทางสุขภาพที่มีความหมาย ไม่ควรเกิดขึ้นเมื่อโครงการตัดสินใจไปแล้ว แต่ควรเข้าไปอยู่ในกระบวนการตัดสินใจตั้งแต่ต้น เพื่อให้ข้อมูลด้านสุขภาพกลายเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบนโยบายและการพัฒนาพื้นที่

ในมุมนี้ HIA จึงไม่ใช่เพียง “เครื่องมือประเมินผลกระทบ” แต่สามารถทำหน้าที่เป็น เกราะป้องกันสุขภาพ” ของประชาชน โดยช่วยให้สังคมมองเห็นความเสี่ยงก่อนเกิดความเสียหาย เปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม และทำให้การพัฒนาเดินหน้าโดยไม่ทิ้งสุขภาพของผู้คนไว้ข้างหลัง




ดังที่ นพ.สุเทพ เน้นย้ำว่า การจัดการกับปัญหาที่มีความซับซ้อนอย่างสุขภาพและสิ่งแวดล้อม จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การตัดสินใจเชิงนโยบายนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ที่ ยั่งยืน ปลอดภัย และเป็นธรรมสำหรับทุกคน”

และท่ามกลางโลกยุค “เดือด” ที่ไม่มีใครสามารถคาดการณ์อนาคตได้อย่างแม่นยำ การมีระบบที่ทำให้สังคม รู้เร็ว รู้เท่า รู้ทัน อาจเป็นหนึ่งในภูมิคุ้มกันที่สำคัญที่สุดในการปกป้องสุขภาพของคนไทยจากความเสี่ยงที่กำลังจะมาถึง

 31 สิงหาคม 2569