HIA Forum 2026 ชี้ “ภัยพิบัติการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ” กระทบสุขภาพรอบด้าน ย้ำใช้ HIA เชื่อมข้อมูลชุมชนสู่การตัดสินใจเชิงนโยบาย28 สิงหาคม 2569
วันที่ 28 สิงหาคม 2569 ในการประชุมวิชาการ HIA Forum 2026 ณ มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี มีการจัดเสวนาหัวข้อ “ภัยพิบัติเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: ผลกระทบสุขภาพที่ต้องประเมิน” เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และบทเรียนจากภูมิภาคต่างๆ โดยมี รศ.ดร.พัชนา ใจดี คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นผู้ดำเนินรายการ


เวทีเสวนาสะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้ภัยพิบัติมีความถี่ ความรุนแรง และความซับซ้อนเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือเศรษฐกิจ แต่ยังเชื่อมโยงกับสุขภาพกาย สุขภาพจิต ระบบสาธารณสุข และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
ภาคเหนือชี้ “น้ำท่วม–PM2.5” กระทบสุขภาพ ใช้ HIA เปิดพื้นที่ให้ชุมชนร่วมออกแบบทางออก
ผศ.ดร.วรางคณา นาคเสน คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมฉับพลันและฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากทั้งลักษณะภูมิประเทศที่เป็นแอ่งกระทะและกิจกรรมของมนุษย์

ปัญหาดังกล่าวไม่ได้สร้างความเสียหายเพียงต่อทรัพย์สินและเศรษฐกิจ แต่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของประชาชนในชุมชนอย่างลึกซึ้ง จึงได้นำกระบวนการ การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (Health Impact Assessment: HIA) มาใช้เป็นเครื่องมือสร้างการมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ร่วมสำรวจปัญหาและจัดเก็บข้อมูลด้วยตนเอง
ข้อมูลจากภาคประชาชนสามารถนำไปใช้ประกอบการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ เพื่อกำหนดแนวทางรับมือและป้องกันภัยพิบัติที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ขณะเดียวกันจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนเพื่อลดต้นตอของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควบคู่กันไป

“หัวใจของ HIA คือการมีส่วนร่วม ให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบเข้ามาพูดคุย เพื่อสร้างนโยบายที่ลดผลกระทบเชิงลบและเพิ่มผลกระทบเชิงบวก” ผศ.ดร.วรางคณา กล่าว
ภาคเหนือตอนล่างเตือน ต้องเตรียมระบบดูแลกลุ่มเปราะบางก่อนเกิดวิกฤต
ด้าน ดร.รมย์นลิน เขียนจูม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวถึงความเชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับผลกระทบด้านสุขภาพ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างที่กำลังเผชิญทั้งอุทกภัยและคลื่นความร้อน

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก ได้แก่ ผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ซึ่งต้องเผชิญภาระทั้งด้านร่างกายและจิตใจจากภัยธรรมชาติที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม การระบุเพียงว่าใครคือกลุ่มเสี่ยงยังไม่เพียงพอ แต่ต้องพัฒนาระบบจัดการเชิงรุกในระดับชุมชน เพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อมและให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดภัยพิบัติ

“เราต้องตั้งคำถามว่าเราพร้อมหรือยังที่จะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง เช่น หากเกิดน้ำท่วมแล้วผู้สูงอายุต้องติดอยู่ในบ้านโดยต้องใช้เครื่องออกซิเจนหรืออาหารในการดำรงชีวิต เราจะเข้าไปช่วยเหลือเขาได้อย่างไร” ดร.รมย์นลิน กล่าว
อีสานเผชิญ “วิกฤตซ้ำซ้อน” ชูข้อมูลวิทยาศาสตร์วิเคราะห์เส้นทางผลกระทบ
ผศ.ดร.ฤทธิรงค์ จังโกฏ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนของภัยพิบัติในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งกำลังเผชิญสถานการณ์วิกฤตซ้ำซ้อน เช่น ภัยแล้งรุนแรงตามด้วยน้ำท่วมฉับพลันภายในระยะเวลาอันสั้น ทำให้การรับมือจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่แม่นยำและทันต่อสถานการณ์

ผศ.ดร.ฤทธิรงค์ เสนอให้ใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ประกอบการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ เพื่อวางแผนรับมือกับภัยพิบัติที่มีความรวดเร็วและรุนแรงมากขึ้น พร้อมเสนอแนวคิด “การวิเคราะห์เส้นทางผลกระทบ” เพื่อทำความเข้าใจว่าภัยพิบัติส่งผลต่อสุขภาพประชาชนผ่านช่องทางใดบ้าง และนำไปสู่การกำหนดมาตรการป้องกันที่ตรงจุด โดยเฉพาะการคุ้มครองกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มประชากรทั่วไป
“เป้าหมายสำคัญของ HIA ในบริบทภัยพิบัติ คือการมองให้เห็นเส้นทางจากตัวภัยไปสู่สุขภาพผู้คน เพื่อที่เราจะหาทางตัดวงจรหรือตัดเส้นทางเหล่านั้น ไม่ให้ภัยพิบัติลุกลามไปสร้างความสูญเสียต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชน” ผศ.ดร.ฤทธิรงค์ กล่าว
ภาคกลางรับมือหลายความเสี่ยง ห่วงน้ำ–แล้งกระทบระบบสุขาภิบาล
รศ.ดร.นิตย์ตะยา ผาสุขพันธ์ คณะสาธารณสุข มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงความเสี่ยงและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ภาคกลาง โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมรุนแรง ซึ่งมีแนวโน้มสร้างผลกระทบต่อประชากรในระยะยาว นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากคลื่นความร้อนและวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง

ขณะเดียวกัน ภาวะภัยแล้งยังส่งผลต่อคุณภาพน้ำ ทำให้เกิดความเสี่ยงจากการสะสมของโลหะหนักและเชื้อโรค ตลอดจนส่งผลกระทบต่อระบบสุขาภิบาล จึงจำเป็นต้องนำกระบวนการ HIA มาใช้เป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจผลกระทบอย่างรอบด้าน และนำข้อมูลไปสู่การออกแบบมาตรการที่เหมาะสมกับพื้นที่
“เราจะผลักดันยังไงให้ผลของ HIA นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้จริง ทำให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ชุมชนเราเข้มแข็งขึ้นมาแก้ไขปัญหาได้” รศ.ดร.นิตย์ตะยา กล่าว
ปัตตานีใช้ข้อมูลจากฐานราก ขับเคลื่อนสู่ธรรมนูญตำบลและงบประมาณรัฐ
ด้าน ดร.เพ็ญ สุขมาก ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวถึงการดำเนินโครงการประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในจังหวัดปัตตานี ซึ่งพบผลกระทบเชิงลึกทั้งต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มประมงพื้นบ้านที่ต้องเผชิญต้นทุนการประกอบอาชีพที่สูงขึ้น รวมถึงปัญหาสุขภาพจิต

การดำเนินงานให้ความสำคัญกับการเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดเก็บข้อมูล เพื่อให้คนในพื้นที่เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของปัญหา ก่อนนำข้อมูลไปสู่การจัดทำธรรมนูญตำบลและแผนแม่บทที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่
ขณะเดียวกัน ยังมีการผลักดันข้อมูลเข้าสู่กลไกการตัดสินใจของภาครัฐ เพื่อนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณสำหรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การฟื้นฟูพื้นที่นาเกลือและการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน
“สำคัญที่สุดคือ ทำอย่างไรให้ข้อมูลไม่ได้มีไว้แค่ประเมินแล้ววางไว้บนหิ้ง แต่ต้องเข้าสู่กลไกการตัดสินใจและแผนงบประมาณให้ได้ เพื่อให้งานขยับไปได้มากกว่าแค่ผลงานวิจัย” ดร.เพ็ญ กล่าว
สช. ชื่นชม 5 ภูมิภาค หวังขยายผลจาก “บทเรียนพื้นที่” สู่การเปลี่ยนแปลงระดับสังคม
ด้าน นายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวปิดท้ายวงเสวนาว่า บทเรียนจากวิทยากรทั้ง 5 ท่านสะท้อนให้เห็นภาพสถานการณ์จริงของแต่ละภูมิภาคอย่างชัดเจน ทั้งวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่งในภาคใต้ ไปจนถึงพื้นที่ป่าและภูเขาในภาคเหนือ ซึ่งแต่ละพื้นที่มีบริบทและความท้าทายแตกต่างกัน แต่ล้วนเป็นบทเรียนสำคัญต่อการพัฒนาระบบรับมือภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ

“ผมต้องขอชื่นชมในความทุ่มเทของทุกท่าน และขอขอบคุณที่ร่วมกันสร้างสรรค์ตัวแบบ ที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ทุกท่านถือเป็นกำลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนสังคมของเราต่อไป และหวังว่านี่จะเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ขยายผลการพัฒนาในลักษณะนี้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น” นายสุทธิพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

เวทีเสวนานี้จึงสะท้อนแนวคิดร่วมสำคัญว่า การรับมือกับภัยพิบัติในยุคการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่สามารถพึ่งพาการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยข้อมูลจากพื้นที่ การมีส่วนร่วมของประชาชน และกระบวนการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม และสร้างความสามารถของสังคมในการรับมือกับวิกฤตที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต

