สุขภาวะไทยในยุค Climax Credit: เมื่อความยุติธรรมทางภูมิอากาศ คือเข็มทิศใหม่ของการสร้างเสริมสุขภาพ27 สิงหาคม 2569
ในการประชุมวิชาการ HIA Forum 2026 ณ มหาวิทยาลัยบูรพา เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ดร.กฤษฎา บุญชัย เลขาธิการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา และผู้ประสานงานเครือข่าย Thai Climate Justice for All (TCJA) ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ “สุขภาวะไทยในยุค Climax Credit กับความเสี่ยงในการสร้างเสริมสุขภาพ” พร้อมชี้ให้เห็นว่าวิกฤตภูมิอากาศไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือภัยธรรมชาติ แต่ยังเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างที่กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต และวิถีชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีต้นทุนในการปรับตัวต่ำที่สุด

จาก “ภาวะโลกเดือด” สู่ภัยคุกคามสุขภาพ
หนึ่งในสัญญาณอันน่าวิตกคือแนวโน้มของอุณหภูมิโลกรุนแรงขึ้น โดย ดร.กฤษฎา เตือนว่า ประเทศไทยอาจเผชิญกับอุณหภูมิสูงกว่า 45 องศาเซลเซียส ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนของปี 2570 ซึ่งนั่นจะไม่ใช่เพียงสถิติด้านสภาพอากาศ แต่หมายถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพในระดับที่รุนแรงขึ้นด้วย
นอกจากนี้ความร้อนจัดจะส่งผลตั้งแต่การใช้ชีวิตประจำวัน ไปจนถึงระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจของครัวเรือน ทั้งปัญหาการนอนหลับ ความเครียดทางกาย ความเสี่ยงต่อโรคลมแดด รวมถึงการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง โดยเฉพาะแรงงานก่อสร้าง เกษตรกร และแรงงานที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการสัมผัสความร้อนได้

ดังนั้นความร้อนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของสภาพอากาศอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยกำหนดสุขภาพ ที่ต้องถูกนำมาพิจารณาในการออกแบบนโยบายสุขภาพและการพัฒนาประเทศ
เมื่อระบบอาหารกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตภูมิอากาศ
อีกประเด็นที่เชื่อมโยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือระบบอาหาร เพราะสิ่งที่ประชาชนบริโภคในแต่ละวันสัมพันธ์โดยตรงกับทั้งสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
ในส่วนภาคอาหารมีส่วนสำคัญต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะที่ห่วงโซ่การผลิตเนื้อสัตว์ในระบบอุตสาหกรรมสร้างแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติอย่างมาก ตั้งแต่การใช้พื้นที่เพาะปลูกอาหารสัตว์ การตัดไม้ทำลายป่า ไปจนถึงการปล่อยมลพิษจากกระบวนการผลิต
ในประเทศไทย ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรเพื่อผลิตพืชอาหารสัตว์ เช่น ข้าวโพด ยังเชื่อมโยงกับปัญหาหมอกควันและ PM2.5 ซึ่งไม่ได้กระทบเพียงระบบนิเวศ แต่ส่งผลโดยตรงต่อระบบทางเดินหายใจและสุขภาพของประชาชน
ขณะเดียวกัน ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศยังทำให้เกษตรกรเผชิญความไม่แน่นอนด้านผลผลิตและรายได้ เมื่อผลผลิตไม่เป็นไปตามฤดูกาลหรือความต้องการของตลาด การพึ่งพาสารเคมีและวิธีการผลิตที่เข้มข้นขึ้นอาจตามมา และท้ายที่สุดปัญหาทั้งหมดก็ย้อนกลับมาสู่จานอาหารของผู้บริโภค
นี่คือภาพสะท้อนถึงวิกฤตภูมิอากาศ ระบบอาหาร และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ไม่ได้แยกขาดจากกัน หากแต่เป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกันเป็นระบบ

เพราะ “ความสามารถในการเลือก” ไม่เท่าเทียมกัน
หัวใจสำคัญของแนวคิดเรื่อง Climate Justice หรือความยุติธรรมทางภูมิอากาศ อยู่ที่คำว่าความเหลื่อมล้ำ
เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น คนบางกลุ่มสามารถติดเครื่องปรับอากาศ ใช้เครื่องฟอกอากาศ เดินทางไปอยู่ในพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสม หรือปรับรูปแบบการทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงความร้อนได้
แต่ทว่าสำหรับคนอีกจำนวนมาก ทางเลือกเหล่านั้นแทบไม่มีอยู่จริง
คนทำงานกลางแจ้งยังต้องออกไปทำงานแม้ในวันที่อากาศร้อนจัด ครอบครัวรายได้น้อยอาจต้องอาศัยอยู่ในบ้านที่สะสมความร้อนสูง ขณะที่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมหรือพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศก็ไม่สามารถย้ายถิ่นฐานได้ง่าย
นี่คือความไม่เป็นธรรมทางภูมิอากาศที่กำลังซ้อนทับกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม
จากการปรับตัวของปัจเจก สู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ
ดร.กฤษฎา เสนอว่า การรับมือวิกฤตภูมิอากาศไม่ควรหยุดอยู่เพียงแค่การบอกให้ประชาชนปรับตัว แต่ต้องตั้งคำถามต่อไปว่า ใครมีอำนาจและทรัพยากรในการปรับตัว และใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
แนวทางสำคัญคือการเปลี่ยนจากการแก้ปัญหารายบุคคลไปสู่ Systemic Change หรือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยมีแนวคิดสำคัญ 3 ด้าน
หนึ่ง One Health — สุขภาพหนึ่งเดียว
สุขภาพของมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อมไม่สามารถแยกออกจากกันได้ การดูแลสุขภาพจึงต้องมองไปถึงระบบนิเวศที่มนุษย์อาศัยอยู่ด้วย
การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง การฟื้นฟูป่า และกิจกรรมอย่าง “อาบป่า” หรือ Forest Bathing จึงไม่ได้มีความหมายเพียงด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังสามารถช่วยลดความร้อนและสร้างพื้นที่สำหรับการฟื้นฟูสุขภาพกายและสุขภาพจิตของประชาชน
สอง Healthy Food Transition — เปลี่ยนผ่านสู่ระบบอาหารเพื่อสุขภาพ
การสร้างระบบอาหารที่ปลอดภัยและยั่งยืนจำเป็นต้องทำควบคู่กันทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ ตั้งแต่การสนับสนุนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ ลดการพึ่งพาสารเคมี ไปจนถึงการส่งเสริมรูปแบบการบริโภคที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ เช่น การเพิ่มสัดส่วนโปรตีนจากพืช
การเปลี่ยนระบบอาหารจึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเมนูอาหาร แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต การตลาด และพฤติกรรมการบริโภคไปพร้อมกัน
สาม Climate Justice — ทำให้การปรับตัวเป็นสิทธิ ไม่ใช่สิทธิพิเศษ
ภาครัฐจำเป็นต้องออกแบบนโยบายที่ช่วยให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถรับมือกับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศได้อย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
ตั้งแต่การสนับสนุนพลังงานสะอาดและโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน การลดภาระค่าไฟฟ้า ไปจนถึงการออกแบบเมืองที่มีพื้นที่สีเขียว ระบบขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยลดความเสี่ยงจากความร้อนและมลพิษทางอากาศ
เพราะการมีสุขภาพดีในยุคโลกร้อนไม่ควรเป็นสิทธิพิเศษของคนที่มีกำลังซื้อ แต่ต้องเป็นสิทธิที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้

เยาวชนต้องมีสิทธิร่วมออกแบบอนาคต
อีกประเด็นที่ ดร.กฤษฎา เน้นย้ำ คือบทบาทของคนรุ่นใหม่ในยุคที่โลกกำลังเผชิญความผันผวนจากทั้งวิกฤตภูมิอากาศและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะการเข้ามาของ AI เยาวชนจึงไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะ “ผู้ได้รับผลกระทบในอนาคต” แต่ต้องเป็น ผู้มีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตตั้งแต่วันนี้
ไม่ว่าจะเป็นการร่วมออกแบบนโยบายพลังงาน ระบบอาหาร การวางผังเมือง หรือมาตรการด้านสุขภาพ การเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมจะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความต้องการของผู้คนและชุมชนอย่างแท้จริง
สุขภาวะในอนาคต ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนระบบ
เมื่อประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเราจะรักษาคนที่ป่วยจากวิกฤตภูมิอากาศอย่างไร แต่ต้องย้อนกลับไปถามว่าเราจะเปลี่ยนเงื่อนไขอะไรได้บ้าง เพื่อไม่ให้ผู้คนต้องเจ็บป่วยตั้งแต่แรก”

ท้ายที่สุด Climate Justice จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่คือเรื่องของสุขภาพ ความเสมอภาค และสิทธิในการมีชีวิตที่ดี
ดร.กฤษฎา กล่าวปิดท้ายว่าหากประเทศไทยต้องการสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนในยุคภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เข็มทิศสำคัญอาจไม่ใช่เพียงการเตรียมประชาชนให้ อยู่รอดในโลกที่ร้อนขึ้น แต่คือการร่วมกันเปลี่ยนระบบ เพื่อให้ทุกคนสามารถมีชีวิตที่ดี อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี และมีโอกาสเข้าถึงสุขภาพอย่างเท่าเทียมกัน

