เมื่อเสียงความรุนแรงยังไม่สิ้นสุด ส่องปัญหาสุขภาพจิตคน 3 จังหวัดชายแดนใต้ จาก “ความปลอดภัยทางกาย” สู่ “ความปลอดภัยทางใจ”24 สิงหาคม 2569
เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569
มีรายงานเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี
และนราธิวาสหลายจุด โดยรายงานเบื้องต้นระบุถึงเหตุการณ์รวม 34 จุด พบเหตุการณ์รวม
51 จุดใน 3 จังหวัด
ขณะที่ฝ่ายปกครองสั่งเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง
สำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่แล้ว เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้จบลงเมื่อเสียงระเบิดหรือเหตุการณ์รุนแรงยุติลง แต่ความกลัว ความกังวล และคำถามว่า “พรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น” อาจยังคงอยู่ในใจ

เมื่อความไม่ปลอดภัย กลายเป็นความเครียดสะสม
การใช้ชีวิตท่ามกลางสถานการณ์ความรุนแรงเป็นเวลานาน
อาจทำให้ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญกับความเครียดในหลายระดับ
ตั้งแต่ความกังวลต่อความปลอดภัยของตัวเองและครอบครัว ความกลัวเมื่อได้ยินเสียงเหตุการณ์ความไม่สงบ การติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงความเครียดจากผลกระทบต่อการเดินทาง
การทำงาน การศึกษา และรายได้ โดยเฉพาะผู้ที่เคยประสบเหตุการณ์โดยตรงหรือสูญเสียบุคคลใกล้ชิด
อาจมีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น ทำให้บางคนอาจนอนไม่หลับ ฝันร้าย
หวาดระแวง หรือสะดุ้งในเวลานอนหลับ ขณะที่บางคนอาจกลายเป็นคนเงียบ
ไม่พูดถึงความรู้สึก หรือพยายามทำตัวให้เป็นปกติเพื่อดูแลครอบครัว
สำหรับในเด็กและเยาวชน ความเครียดอาจสะท้อนออกมาผ่านพฤติกรรม เช่น รู้สึกหวาดกลัวที่จะเดินทางไปโรงเรียน สมาธิลดลง มีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้น ดังนั้น การดูแลสุขภาพจิตในพื้นที่ชายแดนใต้จึงไม่ควรรอจนเกิดผู้ป่วย แต่ควรเริ่มตั้งแต่การสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนรู้สึกปลอดภัยและสามารถขอความช่วยเหลือได้

เมื่อ “ความปลอดภัยทางใจ”
สำคัญไม่แพ้ความปลอดภัยทางกาย
การรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นภารกิจสำคัญของเจ้าหน้าที่ แต่หากมองในมิติสุขภาพแล้ว คำว่าปลอดภัยควรครอบคลุมมากกว่าการไม่มีเหตุการณ์รุนแรง เพราะสุขภาวะของประชาชนเกิดขึ้นเมื่อคนรู้สึกว่า ตนเอง ครอบครัว และชุมชนมีความมั่นคง สามารถใช้ชีวิต ทำมาหากิน ส่งลูกหลานไปโรงเรียน และวางแผนอนาคตได้
ขณะเดียวกัน โรงเรียนสามารถเป็นพื้นที่สำคัญในการสังเกตความเปลี่ยนแปลงของเด็ก ครูและบุคลากรทางการศึกษาควรได้รับความรู้ในการสังเกตสัญญาณความเครียด และรู้ว่าควรส่งต่อเด็กไปยังหน่วยบริการหรือผู้เชี่ยวชาญเมื่อใด

ชุมชนต้องเป็น “ภูมิคุ้มกันทางใจ”
ให้ชาวบ้าน
ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การดูแลสุขภาพจิตไม่ควรเป็นภารกิจของโรงพยาบาล หรือบุคลากรสาธารณสุขเพียงฝ่ายเดียว แต่ควรเป็นการทำงานร่วมกันของครอบครัว ชุมชน โรงเรียน ผู้นำศาสนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาสาสมัคร และหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดเหตุการณ์รุนแรง สิ่งที่ประชาชนต้องการอาจไม่ใช่เพียงข้อมูลว่าเกิดอะไรขึ้นที่ไหน แต่ยังต้องการข้อมูลที่ช่วยให้รู้ว่าจะดูแลตัวเองและครอบครัวอย่างไร จะมีวิธีจัดการความเครียดและวิตกกังวลได้อย่างไร
จาก “มติ” สู่ “ระบบสุขภาวะชายแดนใต้” ที่ประชาชนร่วมออกแบบ และจาก “การเยียวยาหลังเกิดเหตุ” สู่การสร้างชุมชนที่มีภูมิคุ้มกันทางใจ สามารถรับมือกับความไม่แน่นอน และมีความหวังต่ออนาคต
สถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นอีกครั้ง สะท้อนให้เห็นว่าโจทย์ที่ มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ มติ 1.3 ว่าด้วยการพัฒนาระบบสุขภาพในพื้นที่พหุวัฒนธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เคยวางไว้ ยังคงมีความสำคัญต่อสถานการณ์ปัจจุบัน
หัวใจของมติดังกล่าว คือการมองว่า “สุขภาพของคนชายแดนใต้” ไม่สามารถแยกออกจากสถานการณ์ความรุนแรง ความปลอดภัย การศึกษา เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของประชาชนได้ การพัฒนาระบบสุขภาพจึงต้องครอบคลุมทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต และปัจจัยแวดล้อมที่กำหนดสุขภาวะ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ ท้องถิ่น ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ผู้นำชุมชน และประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทพหุวัฒนธรรมของพื้นที่
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ควรนำไปสู่เพียงคำถามว่า “จะเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างไร”
สามารถอ่านมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ที่
มติ 1.3 นโยบายแห่งชาติเพื่อการพัฒนาระบบสุขภาพในพื้นที่พหุวัฒนธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้

