น้ำท่วมน่านยังน่าห่วง! เปิดคู่มือดูแลสุขภาพ ป้องกันโรคร้ายและภัยแฝงในช่วงวิกฤต
20 สิงหาคม 2569
! Font Awesome Pro 6.0.0 by @fontawesome - https://fontawesome.com License - https://fontawesome.com/license (Commercial License) Copyright 2022 Fonticons, Inc.

สถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่าน กลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้งในช่วงวันที่ 19–20 สิงหาคม 2569 หลังเกิดฝนตกหนักในพื้นที่ต้นน้ำ ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งในหลายพื้นที่ โดยมีรายงานว่าบางอำเภอได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะอำเภอปัว ขณะที่เช้าวันที่ 20 สิงหาคม น้ำได้เริ่มเข้าท่วมหลายจุดในเขตเมืองน่าน รวมถึงบริเวณสำคัญในตัวเมือง ประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำยังคงต้องติดตามคำเตือนอย่างใกล้ชิด


ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์ฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งในจังหวัดน่าน ซึ่งยังต้องเฝ้าระวังระดับน้ำในลำน้ำน่านและพื้นที่ลุ่มต่ำอย่างใกล้ชิด รัฐบาลได้ยกระดับการบัญชาการในพื้นที่ โดยจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์แบบจุดเดียว (Single Command) และปักหลักติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การประเมินสถานการณ์ การแจ้งเตือน การอพยพ และการระดมกำลังช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นเอกภาพ

ข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังระบุว่า ปริมาณฝนสะสมในบางพื้นที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้มวลน้ำจากพื้นที่ตอนบนไหลลงสู่แม่น้ำน่านและพื้นที่ตอนล่างอย่างรวดเร็ว ขณะที่มีการเตือนให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเตรียมอพยพ ยกของขึ้นที่สูง และดูแลกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ

ด้านระบบบริการสาธารณสุข มีการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ โดยโรงพยาบาลในพื้นที่ยังคงให้บริการ แต่มีบุคลากรทางการแพทย์บางส่วนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และมีการเตรียมรถยกสูง รวมถึงแผนเส้นทางสำรองสำหรับการส่งต่อผู้ป่วยและการให้บริการฉุกเฉินในพื้นที่เสี่ยง



น้ำท่วมไม่ได้พาแค่น้ำมา แต่พา “โรค” มาด้วย

ในช่วงน้ำท่วม ประชาชนจำนวนมากจำเป็นต้องเดินลุยน้ำหรือสัมผัสกับน้ำที่ปนเปื้อนโคลน ขยะ สิ่งปฏิกูล และเชื้อโรค จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพหลายรูปแบบ โดยเฉพาะโรคจากการสัมผัสน้ำและดินที่ปนเปื้อน

หนึ่งในโรคที่ต้องเฝ้าระวังคือ โรคฉี่หนู หรือเลปโตสไปโรซิส ซึ่งอาจติดต่อจากการสัมผัสน้ำหรือดินที่ปนเปื้อนปัสสาวะของสัตว์ โดยเชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล รอยถลอก หรือเยื่อบุต่าง ๆ

ประชาชนที่ต้องลุยน้ำเป็นเวลานานจึงไม่ควรเดินเท้าเปล่า ควรสวมรองเท้าบูตหรืออุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม และหากมีบาดแผลควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำท่วม หากมีไข้สูง ปวดเมื่อย โดยเฉพาะปวดน่อง ปวดศีรษะ หรือมีอาการผิดปกติหลังลุยน้ำ ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำท่วม

นอกจากนี้ ยังต้องระวัง โรคน้ำกัดเท้า เชื้อราที่ผิวหนัง และการติดเชื้อบริเวณบาดแผล เพราะการแช่น้ำเป็นเวลานานทำให้ผิวหนังเปื่อยและเป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย


กินร้อน ดื่มสะอาด” ลดความเสี่ยงโรคอุจจาระร่วง

อีกปัญหาสำคัญในช่วงน้ำท่วมคือโรคที่เกิดจากอาหารและน้ำไม่สะอาด ไม่ว่าจะเป็นโรคอุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ หรือโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร

น้ำประปา แหล่งน้ำธรรมชาติ และภาชนะใส่อาหารอาจปนเปื้อนจากน้ำท่วมได้ ดังนั้นประชาชนควรเลือกดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำบรรจุขวดที่ได้มาตรฐาน หากจำเป็นต้องใช้น้ำจากแหล่งอื่นควรผ่านการต้มให้สะอาดก่อนบริโภค

อาหารควรปรุงสุกใหม่ หลีกเลี่ยงอาหารที่แช่น้ำท่วมหรืออยู่ในภาชนะที่ไม่สามารถยืนยันความสะอาดได้ รวมถึงควรล้างมือด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ

โดยเฉพาะในศูนย์พักพิงหรือพื้นที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่รวมกันจำนวนมาก การดูแลสุขอนามัยของอาหาร น้ำดื่ม และห้องสุขาถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะโรคติดต่อสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็ว


ระวัง “ไฟฟ้า สัตว์มีพิษ และอุบัติเหตุ” ภัยใกล้ตัวที่มากับน้ำ

นอกจากโรคแล้ว น้ำท่วมยังเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุจากไฟฟ้ารั่ว กระแสน้ำเชี่ยว และสัตว์มีพิษที่หนีน้ำเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้าน ก่อนเข้าไปในบ้านหรืออาคารที่ถูกน้ำท่วม ควรตรวจสอบระบบไฟฟ้าอย่างรอบคอบ หากไม่มั่นใจไม่ควรสัมผัสอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือสายไฟที่เปียกน้ำ และควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบก่อนเปิดใช้งาน

ขณะเดียวกัน งู ตะขาบ แมงป่อง หรือสัตว์มีพิษอื่น ๆ อาจหลบอยู่ในรองเท้า เสื้อผ้า เศษวัสดุ หรือบริเวณบ้านที่ถูกน้ำท่วม จึงควรตรวจสอบสิ่งของอย่างระมัดระวังก่อนหยิบจับ

อีกทั้งประชาชนควรหลีกเลี่ยงการเดินหรือขับรถผ่านบริเวณน้ำเชี่ยว น้ำลึก หรือเส้นทางที่ไม่สามารถประเมินระดับน้ำได้ เพราะกระแสน้ำอาจพัดพาได้โดยไม่ทันตั้งตัว



กลุ่มเปราะบางต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

ในสถานการณ์น้ำท่วม เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้พิการ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เป็นกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือโรคไต ควรเตรียมยาประจำตัวและเอกสารสำคัญไว้ในถุงกันน้ำ รวมทั้งวางแผนการเดินทางไปยังสถานพยาบาลหรือจุดรับบริการ หากพื้นที่ได้รับผลกระทบหนัก

สำหรับผู้ป่วยที่ต้องรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ควรติดต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือหน่วยงานในพื้นที่ทันที หากเส้นทางถูกตัดขาดหรือไม่สามารถเดินทางไปโรงพยาบาลได้

นอกจากนี้ สุขภาพจิตเป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรถูกละเลย ผู้ประสบภัยจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับความเครียดจากการสูญเสียบ้านเรือน ทรัพย์สิน รายได้ หรือความไม่แน่นอนของสถานการณ์ หากเริ่มรู้สึกเครียด นอนไม่หลับ วิตกกังวลต่อเนื่อง หรือมีปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน ควรพูดคุยกับคนใกล้ชิดหรือขอคำปรึกษาจากบุคลากรสาธารณสุข



รับมือน้ำท่วม ต้องดูแลทั้ง “ชีวิตและสุขภาพ”

สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดน่านครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การรับมือภัยพิบัติไม่ใช่เพียงการอพยพหนีน้ำหรือป้องกันทรัพย์สินเท่านั้น แต่การเตรียมพร้อมด้านสุขภาพเป็นอีกภารกิจสำคัญที่ทุกครอบครัวต้องให้ความสำคัญ

ประชาชนควรติดตามประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยายังมีคำเตือนเกี่ยวกับฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของประเทศไทยตอนบนในช่วงวันที่ 18–21 สิงหาคม 2569 ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่เสี่ยง

สิ่งสำคัญในเวลานี้คือ อย่าฝืนอยู่ในพื้นที่เสี่ยง อย่าลุยน้ำโดยไม่จำเป็น กินอาหารและน้ำที่สะอาด ดูแลบาดแผล เตรียมยาประจำตัว และเฝ้าระวังสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง


ทั้งนี้ มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับอุทกภัยและภัยพิบัติ คือ มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4 (พ.ศ. 2554) มติ 4.3 เรื่อง การจัดการภัยพิบัติธรรมชาติโดยชุมชนท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเน้นให้ชุมชนเป็นแกนหลักในการรับมือและลดความเสี่ยง และมติ 18.4 ระบบบริหารจัดการเพื่อสุขภาวะในวิกฤตซ้อนวิกฤต จากสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 (พ.ศ.2568)

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ... https://www.samatcha.org/site/resolution/f7e953d8-6e13-4854-bc6c-22101255efba/detail

https://www.samatcha.org/site/resolution/d8e74d0a-bceb-433f-bd6f-77bc359527c2/detail


ข้อมูลและภาพจาก: ประชาสัมพันธ์จังหวัดน่าน