ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติดอาจถูกมองว่าเป็นเพียงปัญหาด้านสาธารณสุข หากแต่ในมุมของ ดร.สิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นี่คือ “สงคราม” ที่เกี่ยวพันทั้งอาชญากรรม เครือข่ายผลประโยชน์ อิทธิพลในพื้นที่ ตลอดจนอนาคตของเด็กและเยาวชน
บนเวทีพัฒนาความร่วมมือ “เสริมทัพ โชว์ แชร์ เชื่อม” ภาคีเครือข่ายและคณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) เขตพื้นที่ 5 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ผู้ว่าฯ ประจวบคีรีขันธ์ เปิดมุมมองอย่างตรงไปตรงมา ถึงประสบการณ์การทำงานปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายที่เคยนำไปสู่การถูกคุกคามถึงขั้นนำระเบิดมาวางหน้าบ้านพัก และบทเรียนที่ทำให้เชื่อว่า หากภาครัฐและประชาชนไม่ลุกขึ้นมาร่วมกัน ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติดจะไม่มีวันถูกจัดการได้อย่างยั่งยืน

จากชายแดนนราธิวาส สู่บทเรียนของ “ความกล้า”
ประสบการณ์ของ ดร.สิทธิชัย ในการต่อสู้กับปัญหายาเสพติดและสินค้าผิดกฎหมาย เริ่มสะสมมาตั้งแต่ครั้งดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส พื้นที่ชายแดนที่ต้องเผชิญกับปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าและยาเสพติดอยู่เป็นระยะ
จากการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ฝั่งมาเลเซีย ทำให้เห็นความแตกต่างของแนวทางบังคับใช้กฎหมายอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการจัดการกับยาเสพติดที่บางประเทศมีบทลงโทษรุนแรงและเข้มงวด
“ประเทศอื่นเขามีกฎข้อบังคับที่เข้มงวด มีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวสูง บางประเทศโทษยาเสพติดคือประหารชีวิต แต่ของไทยเรากลับปล่อยแล้วปล่อยอีก จนคนตายไปไม่รู้กี่รอบ”
สำหรับท่านสิทธิชัยแล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงที่ตัว “ยาเสพติด” หากแต่อยู่ที่ระบบสังคมและทัศนคติที่อาจปล่อยให้ปัญหาสะสมจนกลายเป็นเรื่องปกติ และเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐเดินหน้าอย่างจริงจัง ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเผชิญแรงต้านจากเครือข่ายผลประโยชน์
เมื่อการจับกุมกลายเป็น “เดิมพันด้วยชีวิต”
หนึ่งในประสบการณ์ที่ผู้ว่าฯ ประจวบคีรีขันธ์ ยังคงจดจำได้ คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากมีการจับกุมบุหรี่ไฟฟ้าจำนวนหลายล็อต มูลค่าหลายล้านบาท การปฏิบัติหน้าที่ครั้งนั้นไม่ได้จบลงเพียงการยึดของกลาง แต่กลับมีการตอบโต้ด้วยการนำระเบิดมาวางไว้บริเวณหน้าบ้านพักรองผู้ว่าราชการจังหวัด
เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การบังคับใช้กฎหมายกับธุรกิจผิดกฎหมายบางประเภทไม่ได้มีเพียงความเสี่ยงจากการเผชิญหน้าในพื้นที่ แต่ยังอาจหมายถึงภัยคุกคามต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่และครอบครัว
“เราลูกป่า รบราฆ่าฟันกับศึกเยอะ กับยาเสพติดมีแต่ ‘ค่าหัว’ ไม่เคยมี ‘ค่าตัว’”
คำพูดดังกล่าวไม่ใช่เพียงการแสดงความแข็งกร้าว หากแต่เป็นการสะท้อนทัศนคติของผู้ปฏิบัติหน้าที่ที่มองว่า การทำงานด้านการปราบปรามต้องยืนอยู่บนหลักการ ไม่ใช่ผลประโยชน์หรือสินบน

บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้อยู่ไกลตัว แต่อยู่ข้างโรงเรียน
เมื่อย้ายมารับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภารกิจที่ต้องเผชิญยังคงเป็นโจทย์เดิม เพียงแต่รูปแบบของปัญหาเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่มผู้ใหญ่ แต่แพร่กระจายเข้าสู่กลุ่มเด็กและเยาวชน ผ่านช่องทางออนไลน์ที่เข้าถึงได้ง่าย
ในพื้นที่อำเภอบางสะพาน เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้ามูลค่าหลายล้านบาทได้ในบริเวณใกล้โรงเรียนและโรงพยาบาล สถานที่ซึ่งควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและประชาชน
สิ่งที่ผู้ว่าฯ มองว่าน่ากังวลไม่แพ้ตัวสินค้า คือช่องทางการจำหน่ายที่ปรับตัวอย่างรวดเร็ว และสามารถเข้าถึงเด็กได้แทบทุกเวลา
การต่อสู้จึงไม่ใช่เพียงการไล่จับผู้ขายตามแผงหรือร้านค้า แต่ต้องไล่ไปถึงเครือข่ายการขายบนโลกออนไลน์ ต้นทางของสินค้า และกลไกที่ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าสามารถเข้าถึงมือเด็กได้
เมื่อผู้จับกุมกลับถูกตั้งคำถามเรื่อง “สิทธิมนุษยชน”
ผู้ว่าฯ เล่าถึงเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจจับบุหรี่ไฟฟ้าบริเวณหน้าโรงเรียน แต่กลับมีครูบางส่วนเข้ามาขัดขวางการปฏิบัติงาน โดยหยิบยกประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนขึ้นมาเป็นเหตุผล
“ลูกน้องผมไปจับหน้าโรงเรียน ครูตัวดีขวางครับ อ้างสิทธิมนุษยชน แต่ไม่เคยดูว่าเด็กต่อไปจะเป็นอย่างไร”
คำกล่าวนี้สะท้อนความขัดแย้งสำคัญของการจัดการปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า นั่นคือการสร้างสมดุลระหว่างสิทธิของบุคคลกับหน้าที่ของสังคมในการปกป้องเด็กและเยาวชน
สำหรับผู้ว่าฯ แล้ว การป้องกันไม่ให้เด็กก้าวเข้าสู่วงจรการเสพติดต้องมาก่อน และการทำงานของรัฐจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากคนที่อยู่ใกล้เด็กที่สุด ทั้งครู ผู้ปกครอง ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะหากโรงเรียนไม่สามารถเป็นพื้นที่ปลอดภัยได้ การแก้ปัญหาที่ปลายทางย่อมยากขึ้นทุกวัน
“ผู้กล้า” โมเดลที่ต้องการให้ประชาชนลุกขึ้นมาจัดการปัญหา
จากประสบการณ์ที่พบว่าเจ้าหน้าที่รัฐเพียงฝ่ายเดียวไม่สามารถรับมือกับปัญหาที่ซับซ้อนได้ทั้งหมด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์จึงพยายามสร้างเครือข่าย “ผู้กล้า” โดยมีการฝึกอบรมประชาชนประมาณ 400–500 คน ให้สามารถเป็นกำลังสำคัญในการเฝ้าระวังและจัดการปัญหาในพื้นที่ของตนเอง
แนวคิดสำคัญคือ ไม่รอให้ปัญหาเกิดขึ้นแล้วจึงส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปจับกุม แต่ต้องทำให้คนในชุมชนสามารถมองเห็นความผิดปกติ รู้ช่องทางแจ้งเบาะแส และร่วมกันป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทาง เพราะในความเป็นจริง เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถอยู่ทุกซอย ทุกชุมชน และทุกโรงเรียนได้ตลอดเวลา
“ต้องมีองค์กรภาคประชาชนที่เข้มแข็งเข้ามาแพ็คกัน”
นี่จึงเป็นภาพของการเปลี่ยนจาก “การปราบปรามโดยรัฐ” ไปสู่ “การสร้างภูมิคุ้มกันโดยสังคม” ซึ่งผู้ว่าฯ เชื่อว่าจะทำให้การแก้ปัญหามีโอกาสยั่งยืนมากกว่า

จาก 1 จังหวัด สู่ 8 จังหวัดเขตสุขภาพที่ 5
สำหรับการทำงานในระดับ เขตสุขภาพที่ 5 ซึ่งครอบคลุม 8 จังหวัด ผู้ว่าฯ ประจวบคีรีขันธ์ มองว่า การรวมตัวของภาคีเครือข่ายไม่ควรจบลงเพียงเวทีประชุมหรือกิจกรรมประจำปี สิ่งที่จำเป็นคือการสร้าง “แพทเทิร์น” การทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
“เราควรเจอกันทุก 3–6 เดือน เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ใครจับอะไรได้ที่ไหน ติดตามอย่างไร พ่อแม่สนใจลูกหลานไหม ครูดูแลเด็กหรือไม่”
แนวคิดนี้ต้องการเปลี่ยนการทำงานจากการต่างคนต่างทำ ไปสู่การเชื่อมโยงข้อมูลและประสบการณ์ระหว่างจังหวัด
จังหวัดหนึ่งพบรูปแบบการลักลอบจำหน่าย อีกจังหวัดหนึ่งอาจพบช่องทางออนไลน์ ขณะที่อีกพื้นที่อาจพบเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับยาเสพติด ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาแลกเปลี่ยนเพื่อให้แต่ละพื้นที่รู้เท่าทันรูปแบบของปัญหาที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพราะเครือข่ายยาเสพติดและบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ทำงานแยกตามขอบเขตจังหวัด แต่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงต้อง “เชื่อม” ให้เร็วกว่าการแพร่กระจายของปัญหา
ไม่ใช่สงครามของตำรวจหรือฝ่ายปกครอง แต่เป็นสงครามของทั้งสังคม
สารสำคัญจากมุมมองของผู้ว่าฯ ประจวบคีรีขันธ์ ไม่ได้อยู่เพียงเรื่องการจับกุมหรือยึดของกลาง แต่คือการทำให้สังคมตระหนักว่า บุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติดเป็นปัญหาที่ต้องจัดการตั้งแต่ระดับครอบครัว โรงเรียน ชุมชน ไปจนถึงกลไกของรัฐ
หากพ่อแม่ไม่รู้ว่าลูกกำลังทำอะไร หากครูมองว่าไม่ใช่หน้าที่ของตน หากชุมชนไม่กล้าแจ้งเบาะแส และหากเจ้าหน้าที่รัฐต่างฝ่ายต่างทำงานโดยไม่เชื่อมโยงข้อมูลกัน ต่อให้มีการจับกุมได้มากเพียงใด เครือข่ายก็สามารถกลับมาได้อีก
ดังนั้น “ผู้กล้า” ในความหมายของผู้ว่าฯ จึงอาจไม่ได้หมายถึงเจ้าหน้าที่ที่ถืออำนาจรัฐเท่านั้น แต่หมายถึงคนธรรมดาที่กล้าลุกขึ้นมาปกป้องเด็กและชุมชนของตัวเอง
ท้ายที่สุด ดร.สิทธิชัยทิ้งประโยคที่สะท้อนจุดยืนของเขาไว้อย่างชัดเจนว่า“เป็นผู้ว่าฯ ไม่ค่อยจะกลัวอะไรแล้ว”
ถ้อยคำสั้น ๆ นี้อาจเป็นภาพแทนของการทำงานในสนามที่ผู้มีอำนาจรัฐต้องเผชิญทั้งเครือข่ายผลประโยชน์ แรงกดดัน และความเสี่ยงจากการบังคับใช้กฎหมาย
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ประสบการณ์ที่ผ่านมาของเขากำลังชี้ให้เห็นความจริงอีกประการว่า การปราบปรามเพียงอย่างเดียวไม่อาจชนะสงครามนี้ได้

สิ่งที่จำเป็นกว่าคือ “พลังร่วมของสังคม”
รัฐต้องจริงจัง ชุมชนต้องเข้มแข็ง ครูต้องไม่ทอดทิ้งเด็ก พ่อแม่ต้องรู้เท่าทัน และภาคีเครือข่ายทั้ง 8 จังหวัดต้องสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและทำงานร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเดิมพันของสงครามครั้งนี้ไม่ใช่เพียงของกลางที่ถูกยึดหรือจำนวนคดีที่ถูกจับกุม
"แต่คืออนาคตของเด็กและเยาวชนทั้งประเทศ"
และสำหรับคนที่อยู่แนวหน้าอย่างพ่อเมืองประจวบคีรีขันธ์ การยืนหยัดต่อสู้กับปัญหาอาจหมายถึงการต้อง “เดิมพันด้วยชีวิต” แต่สิ่งที่เดิมพันยิ่งกว่าชีวิตของผู้ปฏิบัติงาน คืออนาคตของสังคมไทยที่ต้องไม่ถูกปล่อยให้พ่ายแพ้แก่บุหรี่ไฟฟ้า ยาเสพติด และเครือข่ายผลประโยชน์ที่เติบโตขึ้นทุกวัน