วันแม่แห่งชาติ 2569 : “ความรักจากแม่” พลังสร้างเกราะป้องกันลูก จากยาเสพติดและความรุนแรง11 สิงหาคม 2569
วันแม่แห่งชาติ ไม่ได้เป็นเพียงวันแห่งการแสดงความรักและความกตัญญูต่อแม่ หากยังเป็นโอกาสสำคัญในการทบทวนบทบาทของ “ความเป็นแม่” ในการสร้างครอบครัวที่อบอุ่น และเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจให้กับลูก โดยเฉพาะในวันที่เด็กและเยาวชนต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสังคม สื่อออนไลน์ กลุ่มเพื่อน รวมถึงความเสี่ยงจากยาเสพติดและพฤติกรรมความรุนแรงที่อาจเข้ามาใกล้ตัวมากขึ้น

ในหลายกรณี เด็กที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือพฤติกรรมรุนแรง อาจไม่ได้เริ่มต้นจากความต้องการทำสิ่งผิด แต่เกิดจากการแสวงหา “พื้นที่ที่ตัวเองเป็นที่ยอมรับ” ต้องการใครสักคนที่รับฟัง หรือพยายามหลีกหนีจากความรู้สึกโดดเดี่ยวและไร้คุณค่า
ดังนั้น ครอบครัวจึงเป็นเกราะป้องกันด่านแรก และแม่ในฐานะบุคคลสำคัญของครอบครัว สามารถมีบทบาทอย่างมากในการทำให้ลูกมี “ที่พึ่งทางใจ” ก่อนที่เขาจะออกไปแสวงหาการยอมรับจากที่อื่น
“ฟังลูกให้มากขึ้น” ก่อนที่จะรีบตัดสิน
เด็กทุกคนต้องการคนที่รับฟังโดยไม่รีบตัดสิน แม้เรื่องที่นำมาพูดอาจเป็นเรื่องเล็กในสายตาของผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็ก เรื่องนั้นอาจเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในชีวิต ณ เวลานั้น
การถามลูกว่า “วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง” “มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า” หรือแม้แต่การนั่งอยู่ข้างๆ ในวันที่ลูกไม่อยากพูด อาจมีความหมายมากกว่าการอบรมสั่งสอนเป็นเวลานาน
สิ่งสำคัญคือ อย่าทำให้บ้านกลายเป็นสถานที่ที่ลูกกลัวว่าจะถูกตำหนิ เพราะเมื่อเด็กเรียนรู้ว่าทุกครั้งที่พูดถึงปัญหาจะถูกดุ ถูกเปรียบเทียบ หรือถูกลงโทษ เขาอาจเลือกที่จะไม่เล่า และหันไปพึ่งพาคนอื่นแทน
แม่จึงสามารถทำหน้าที่เป็น “ผู้รับฟังคนแรก” ให้กับลูกได้ โดยสร้างความมั่นใจว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ลูกยังสามารถกลับมาหาครอบครัวและพูดคุยได้เสมอ
ความอบอุ่นในบ้าน คือภูมิคุ้มกันทางใจ
ความรักไม่ได้หมายถึงการตามใจลูกทุกเรื่อง แต่หมายถึงการทำให้เด็กรู้ว่า “แม้แม่จะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ลูกทำ แต่แม่ยังรักและพร้อมช่วยลูกแก้ปัญหา”
การกำหนดกติกาในครอบครัวอย่างชัดเจน การใช้เวลาอยู่ร่วมกัน การรับประทานอาหารร่วมกัน การรู้จักเพื่อนของลูก รวมถึงการพูดคุยถึงชีวิตในโรงเรียนและโลกออนไลน์ ล้วนเป็นวิธีสร้างความสัมพันธ์ที่ช่วยให้พ่อแม่มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของลูกได้เร็วขึ้น
หากลูกเริ่มเก็บตัวมากขึ้น อารมณ์เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ผลการเรียนตกลง ขาดเรียน มีปัญหากับเพื่อน หรือเริ่มมีพฤติกรรมเสี่ยง สิ่งแรกที่ผู้ปกครองควรทำอาจไม่ใช่การกล่าวโทษ แต่คือการเข้าไปพูดคุยด้วยความห่วงใย เพื่อค้นหาว่า “เกิดอะไรขึ้นกับลูก”

อย่าปล่อยให้ “เพื่อน” กลายเป็นที่พึ่งเพียงแห่งเดียว
ในช่วงวัยรุ่น เพื่อนมีอิทธิพลต่อความคิดและพฤติกรรมของเด็กอย่างมาก หากเด็กขาดความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัว เขาอาจหันไปแสวงหาการยอมรับจากกลุ่มเพื่อน และบางครั้งอาจถูกชักจูงให้ทดลองยาเสพติด ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เข้าร่วมการทะเลาะวิวาท หรือใช้ความรุนแรงเพื่อพิสูจน์ตัวเองและรักษาการยอมรับจากกลุ่ม
การป้องกันจึงไม่ควรเริ่มต้นเมื่อเด็กเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือความรุนแรงแล้ว แต่ควรเริ่มตั้งแต่วันที่เด็กยังสามารถพูดคุยกับครอบครัวได้อย่างเปิดใจ
“แม่” ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ แต่ต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย
การเป็นแม่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องรู้คำตอบทุกเรื่อง หรือสามารถแก้ปัญหาให้ลูกได้ทุกอย่าง สิ่งสำคัญกว่าคือการทำให้ลูกมั่นใจว่า เมื่อเกิดปัญหา เขาจะไม่ต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง
บางครั้งคำพูดง่ายๆ อย่าง “แม่พร้อมฟังลูกนะ” “ถ้ามีปัญหา เรามาช่วยกันคิด” หรือ “ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ลูกยังกลับมาหาแม่ได้” อาจเป็นข้อความสำคัญที่ช่วยให้เด็กหยุดคิดก่อนตัดสินใจทำสิ่งที่อาจนำไปสู่ผลกระทบร้ายแรง
ขณะเดียวกัน หากปัญหาของลูกเกินกว่าที่ครอบครัวจะรับมือได้ การขอคำปรึกษาจากครู นักจิตวิทยา บุคลากรสาธารณสุข หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นการแสดงออกถึงความรักและความรับผิดชอบต่อชีวิตของลูก

วันแม่ปีนี้ ชวนแม่ “อยู่ข้างลูก” ให้มากขึ้น
การป้องกันยาเสพติดและความรุนแรงอาจไม่ได้เริ่มต้นจากมาตรการที่ซับซ้อนเสมอไป แต่อาจเริ่มจากโต๊ะอาหารหนึ่งมื้อ การสนทนาก่อนนอน การกอดหนึ่งครั้ง หรือการรับฟังโดยไม่รีบตัดสิน
เพราะเมื่อเด็กรู้ว่า “บ้านคือที่ที่กลับมาได้ แม่คือคนที่พูดคุยได้ และครอบครัวคือคนที่จะไม่ทอดทิ้งกันเมื่อเกิดปัญหา” โอกาสที่เด็กจะถูกชักจูงไปสู่พฤติกรรมเสี่ยงก็อาจลดลง และที่สำคัญ เด็กจะเรียนรู้ว่าความขัดแย้งสามารถแก้ไขได้ด้วยการพูดคุย ไม่จำเป็นต้องใช้ยาเสพติดหรือความรุนแรงเป็นทางออก
วันแม่แห่งชาติปีนี้ จึงอาจไม่ใช่เพียงวันที่ลูกบอกรักแม่ แต่เป็นวันที่แม่และครอบครัวหันกลับมาถามกันว่า “เราได้เป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจให้ลูกมากพอแล้วหรือยัง”
เพราะการดูแลลูกที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่การเดินนำหน้าเพื่อปกป้องเขาจากทุกปัญหา แต่คือการเดินอยู่ข้าง ๆ ให้เขารู้ว่า เมื่อวันที่โลกไม่เข้าใจเขา ยังมีครอบครัวที่พร้อมรับฟังและอยู่เคียงข้างเสมอ
ทั้งนี้ มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่สำคัญเกี่ยวกับการดูแลบุตรหลานและการพัฒนาเด็ก คือ มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 16 พ.ศ. 2566 มติ 16.3 การส่งเสริมการพัฒนาประชากรให้เกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพ ซึ่งสนับสนุนนโยบายส่งเสริมการมีบุตรและแก้ปัญหาเด็กเกิดน้อย เพื่อสร้างรากฐานทุนมนุษย์ตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงเติบโตอย่างมีคุณภาพ
อ่านรายละเอียดได้ที่ https://www.samatcha.org/site/resolution/adb13f9f-416b-4142-ba4c-43e4d832dff5/detail

