“เครียด โกรธ ควบคุมไม่อยู่? 5 วิธีหยุดอารมณ์ ก่อนนำไปสู่ความรุนแรง”11 สิงหาคม 2569

จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในจังหวัดนนทบุรี
ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ 7
สิงหาคม 2569 และเหตุยิงภายในบริเวณที่ทำการองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี
ซึ่งตั้งอยู่ภายในศาลากลางจังหวัด เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569
ล้วนสร้างความสะเทือนใจและความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่และสังคมโดยรวม
เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า เราจะช่วยกันลดโอกาสที่ความเครียด
ความโกรธ และความขัดแย้งจะพัฒนาไปสู่ความรุนแรงได้อย่างไร?
ความเครียดหรือความโกรธไม่ได้หมายความว่าคนคนหนึ่งจะต้องก่อเหตุรุนแรงเสมอไป กรมสุขภาพจิตระบุว่าพฤติกรรมรุนแรงมักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น ความเครียดสะสม ความขัดแย้งในครอบครัว การใช้สารเสพติด ปัญหาการควบคุมอารมณ์ รวมถึงปัจจัยจากสภาพแวดล้อมและสังคมดังนั้น การป้องกันจึงไม่ควรรอให้เกิดเหตุ แต่ควรเริ่มตั้งแต่การดูแลอารมณ์และสัญญาณเตือนในชีวิตประจำวัน

เมื่อความเครียดสะสม
ความโกรธอาจตามมา
ความเครียดที่ไม่ได้รับการจัดการอาจทำให้เราหงุดหงิดง่าย
ใจร้อน นอนไม่หลับ คิดวน หรือรู้สึกว่าปัญหาต่าง ๆ ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ซึ่งเมื่อความเครียดเพิ่มขึ้น
ความสามารถในการหยุดคิดก่อนตอบโต้ก็อาจลดลง
โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งหรือรู้สึกว่าตัวเองถูกกดดัน
จึงแนะนำให้รู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง และ “ติดเบรก” ก่อนที่ความโกรธจะนำไปสู่การตัดสินใจที่อาจสร้างความเสียหาย
5 วิธีหยุดวงจรความโกรธ
ก่อนกลายเป็นความรุนแรง
1. รู้ตัวให้เร็วว่า “กำลังโกรธ”
อย่าพยายามปฏิเสธอารมณ์ของตัวเอง
ลองสังเกตสัญญาณง่ายๆ เช่น หัวใจเต้นเร็ว หายใจแรง พูดเสียงดัง กำมือ แน่นหน้าอก
หรือเริ่มคิดอยากตอบโต้ การรู้ตัวเร็วช่วยให้เรามีโอกาสหยุดพฤติกรรมก่อนที่จะเลยจุดที่ควบคุมได้
2. หยุดและถอยออกจากสถานการณ์
หากรู้สึกว่าตัวเองเริ่มควบคุมอารมณ์ได้ยาก อย่ารีบเผชิญหน้า อย่าโต้เถียงต่อ
และอย่าตัดสินใจในช่วงที่กำลังเดือด การเดินออกจากสถานการณ์ชั่วคราว
ไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย หรือเว้นระยะจากคู่ขัดแย้ง
สามารถช่วยลดความรุนแรงของอารมณ์ได้
กรมสุขภาพจิตก็แนะนำให้หลีกออกจากสถานการณ์เมื่อประเมินแล้วว่ามีความเสี่ยงต่อการปะทะ
3. ใช้ลมหายใจช่วย “ลดความร้อน”
ของอารมณ์
หากความโกรธกำลังก่อตัวขึ้นลองหายใจเข้าช้าๆ
และหายใจออกยาวๆ ทำซ้ำหลายรอบ
หรือใช้วิธีนับเลขเพื่อดึงความสนใจออกจากสิ่งที่กำลังทำให้โกรธ เพื่อเบี่ยงความสนใจและช่วยลดความรุนแรงของอารมณ์ในช่วงที่กำลังโกรธ
4. อย่าใช้อาวุธ สารเสพติด
หรือเครื่องดื่มมึนเมาเป็นตัวช่วย
ในช่วงที่มีความโกรธหรือความเครียดสูง
การเข้าใกล้อาวุธหรือสิ่งที่เพิ่มการควบคุมตนเองได้ยากยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอันตราย
และหากรู้สึกว่าตัวเองกำลังอยู่ในภาวะที่อาจทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น
ควรเพิ่มระยะห่างจากสิ่งที่อาจใช้ก่ออันตราย
และขอให้คนที่ไว้ใจได้เข้ามาช่วยเหลือทันที
5. พูดกับใครสักคน ก่อนปัญหาจะใหญ่ขึ้น
ความเครียดไม่จำเป็นต้องแบกไว้คนเดียว
การพูดคุยกับคนในครอบครัว เพื่อน ครู หัวหน้างาน หรือบุคลากรด้านสุขภาพจิต
อาจช่วยให้มองเห็นทางออกที่แตกต่างจากการตัดสินใจเพียงลำพัง
โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีความคิดอยากทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น มีการข่มขู่ หรือรู้สึกว่าควบคุมพฤติกรรมของตัวเองไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณที่ควรได้รับการช่วยเหลือโดยเร็ว

คนรอบข้างสามารถช่วยได้
การป้องกันความรุนแรงเป็นเรื่องของทุกคน
หากพบคนใกล้ตัวมีความเครียดสะสมมากผิดปกติ อารมณ์เปลี่ยนแปลงรุนแรง
พูดถึงการทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น ข่มขู่
หรือมีพฤติกรรมที่ทำให้รู้สึกว่าอาจเกิดอันตราย สิ่งสำคัญคือ
อย่าซ้ำเติม อย่าท้าทาย
และอย่าพยายามจัดการสถานการณ์เสี่ยงด้วยตัวเองเพียงลำพัง
ควรช่วยพาออกจากสถานการณ์ที่ตึงเครียด
ติดต่อครอบครัวหรือผู้ที่สามารถช่วยดูแล
และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัย
ที่สำคัญต้องแยกให้ออกว่า ปัญหาสุขภาพจิตไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะต้องเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรง โดยกรมสุขภาพจิตย้ำว่าความรุนแรงมีหลายปัจจัย และการสังเกตสัญญาณเตือนมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ที่มีความเสี่ยงได้รับการช่วยเหลือ ไม่ใช่เพื่อการตีตรา

เสพข่าวความรุนแรงอย่างมีสติ
ข่าวเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นอาจทำให้เรารู้สึกกลัว
เศร้า โกรธ หรือไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง
ครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงเด็กและเยาวชนที่รับรู้ข่าวสารผ่านสื่อ
ในช่วงเช่นนี้
การจำกัดการรับข่าวที่มากเกินไป พูดคุยกับคนใกล้ชิด และสังเกตความรู้สึกของตัวเอง
เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพใจหลังเผชิญเหตุรุนแรง
อย่างไรก็ตาม หากมีความเครียดหรือความทุกข์ใจจนรับมือไม่ไหว สามารถขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตได้ การขอความช่วยเหลือไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นอีกหนึ่งวิธีในการดูแลตัวเองและคนรอบข้าง
ทั้งนี้ มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ
ครั้งที่ 16 (พ.ศ. 2566) ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ผ่านมติที่
16.1: ระบบสุขภาวะทางจิตเพื่อสังคมไทยไร้ความรุนแรง โดยเน้นการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันทางอารมณ์
การจัดการปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อจิตใจ
และการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อลดความรุนแรงในสังคม
อ่านรายละเอียดได้ที่ https://www.samatcha.org/site/resolution/fe57740c-0e49-40a5-8705-193fb2d5d14e/detail

