เบื้องลึกอิทธิพลอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์: สงครามวาทกรรม หลังม่านนโยบายสุขภาพ

! Font Awesome Pro 6.0.0 by @fontawesome - https://fontawesome.com License - https://fontawesome.com/license (Commercial License) Copyright 2022 Fonticons, Inc.

ท่ามกลางการถกเถียงเรื่องการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศไทย สิ่งที่สังคมอาจมองไม่เห็นคือ “อิทธิพลของอุตสาหกรรม” ที่เข้ามามีบทบาทต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะในหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการใช้ชุดวาทกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม และสิทธิเสรีภาพ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการผ่อนคลายมาตรการควบคุม

ดร.ภก.อรทัย วลีวงศ์ นักวิจัยศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กล่าวในเวทีเสวนา “เมื่อธุรกิจกำหนดสุขภาพ สู่การรับมือเชิงนโยบายและสังคม” เนื่องในงานประชุมวิชาการสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 24 “หวาน เค็ม เมา ควัน” เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น โฮเทล จังหวัดนนทบุรี ว่า ในแวดวงสาธารณสุขระดับโลก ปัจจัยที่กำหนดสุขภาพของประชาชนไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ยังมี “ปัจจัยกำหนดสุขภาพเชิงพาณิชย์” หรือ Commercial Determinants of Health ซึ่งประกอบด้วยการค้าและการลงทุน การตลาด และสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือ “อิทธิพลทางนโยบาย”

อิทธิพลทางนโยบายแตกต่างจากการตลาดหรือการโฆษณาที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน เพราะเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่สาธารณชนเข้าถึงได้ยาก ทั้งการเจรจา การผลักดันข้อเสนอ การให้ข้อมูลแก่ผู้กำหนดนโยบาย ตลอดจนแรงกดดันทางการเมืองในกระบวนการออกกฎหมาย จึงทำให้การตรวจสอบอิทธิพลของภาคธุรกิจต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

ตลาดแอลกอฮอล์ ขุมทรัพย์แสนล้านกับการมองหา “นักดื่มหน้าใหม่”

ดร.ภก.อรทัย อธิบายว่า หากพิจารณาขนาดของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับโลก จะเห็นได้ว่าตลาดมีมูลค่ามหาศาลถึงประมาณ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีบริษัทขนาดใหญ่เพียงประมาณ 15 แห่งที่ครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดโลก


แม้ประเทศไทยจะมีสัดส่วนตลาดเพียงประมาณ 1.6% ของตลาดโลก แต่ก็มีบริษัทไทยที่ก้าวขึ้นไปอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ของโลก ขณะที่ตลาดภายในประเทศเองมีการกระจุกตัวสูง โดยบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่รายครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 80%

ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงที่ขนาดของตลาด แต่คือทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการมองภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็น “Growth Market” หรือพื้นที่ที่ยังมีศักยภาพในการขยายตลาด เนื่องจากยังมีประชากรจำนวนมากที่ไม่ได้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ประเทศไทยเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะประชากรประมาณ 70% ยังไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ในมุมของอุตสาหกรรม คนกลุ่มนี้จึงไม่ได้ถูกมองเพียงว่าเป็นประชาชนที่มีพฤติกรรมปกป้องสุขภาพ แต่สามารถถูกมองเป็น “ตลาดใหม่” ที่มีศักยภาพในการขยายฐานผู้บริโภค

กลยุทธ์จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบเดิม แต่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ โดยเฉพาะสินค้าพรีเมียม เครื่องดื่มรูปแบบใหม่ และผลิตภัณฑ์ที่สื่อสารเรื่อง “0%” ซึ่งสามารถทำหน้าที่เป็นประตูให้คนที่ไม่เคยดื่มหรือคนรุ่นใหม่เข้ามาทำความรู้จักกับแบรนด์และวัฒนธรรมการบริโภคแอลกอฮอล์มากขึ้น

เมื่อสุขภาพต้องเผชิญกับโจทย์เศรษฐกิจในรัฐสภา

ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการปรับปรุงพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 โดยมีการเสนอร่างกฎหมายหลายฉบับจากทั้งพรรคการเมือง ผู้ประกอบการ และภาคประชาชน

ดร.ภก.อรทัยมองว่า หากพิจารณาข้อเสนอของภาคธุรกิจ จะพบเป้าหมายสำคัญอยู่สองประการ คือ “การขยาย” และ “การลด” กล่าวคือ การขยายโอกาสทางการตลาดและช่องทางการจำหน่าย ขณะเดียวกันก็ลดข้อจำกัดทางกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ


ตัวอย่างหนึ่งคือความพยายามผลักดันให้ยกเลิกหรือผ่อนคลายช่วงเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงการขยายเวลาจำหน่ายในพื้นที่บางประเภท ตลอดจนการลดข้อจำกัดด้านการโฆษณาและการส่งเสริมการผลิตสุรา

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทิศทางของนโยบายภาครัฐบางส่วนก็มีแนวโน้มไปในทางผ่อนคลายกฎระเบียบ โดยให้เหตุผลเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ผลิตรายย่อยเข้าสู่ตลาด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตาคือกระบวนการถกเถียงเชิงนโยบายอาจไม่ได้เกิดขึ้นบนฐานของหลักฐานทางวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่กำลังกลายเป็น “สงครามวาทกรรม” ระหว่างเหตุผลด้านเศรษฐกิจกับเหตุผลด้านสุขภาพ

7 วาทกรรมที่ต้องจับตา เมื่อธุรกิจเผชิญหน้ากับสาธารณสุข

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ ดร.ภก.อรทัย ชี้ให้เห็น คือการสร้างชุดวาทกรรมเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งสามารถมองเห็นได้อย่างน้อย 7 ประเด็น

ประเด็นแรกคือการนำ “เศรษฐกิจ” มาเปรียบเทียบกับ “ต้นทุนทางสังคม” ฝ่ายธุรกิจมักชี้ให้เห็นถึงรายได้ การจ้างงาน และการเติบโตของเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ภาคสาธารณสุขต้องพิจารณาต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการบริโภคแอลกอฮอล์ ทั้งปัญหาสุขภาพ อุบัติเหตุ ความรุนแรง ปัญหาครอบครัว และผลกระทบต่อสังคมโดยรวม

ประเด็นที่สองคือการอ้างเรื่อง “ความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการรายย่อย” โดยเสนอว่ากฎหมายควบคุมแอลกอฮอล์เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจขนาดเล็ก อย่างไรก็ตาม การผ่อนคลายข้อจำกัดบางประเภท โดยเฉพาะการเปิดช่องให้โฆษณาและทำการตลาดได้มากขึ้น อาจไม่ได้ทำให้รายย่อยได้ประโยชน์อย่างเท่าเทียม เพราะผู้ประกอบการรายใหญ่ย่อมมีงบประมาณและศักยภาพด้านการตลาดมากกว่า

ประเด็นที่สามคือวาทกรรม “ดื่มอย่างรับผิดชอบ” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในข้อความที่มีพลังอย่างมาก เพราะเป็นการวางกรอบให้ปัญหาการดื่มอยู่ที่ “ความรับผิดชอบของผู้บริโภค” แต่ในมุมสาธารณสุข เมื่อแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกาย ความสามารถในการควบคุมตนเองก็ลดลง การมุ่งให้ผู้บริโภคเป็นผู้รับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียวจึงอาจทำให้สังคมมองข้ามปัจจัยแวดล้อมที่ผลักดันให้เกิดการบริโภค

ประเด็นต่อมาคือ “การควบคุมกันเอง” หรือ Self-regulation ที่อุตสาหกรรมมักเสนอว่า ภาคธุรกิจสามารถกำกับดูแลการตลาดของตนเองได้โดยไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายที่เข้มงวด แต่ในมุมมองด้านสุขภาพ การมีกฎหมายและมาตรการของรัฐยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ลดความเสี่ยงต่อประชาชน

อีกประเด็นคือการเรียกร้อง “การมีส่วนร่วม” ของภาคธุรกิจในการกำหนดนโยบาย โดยอ้างหลักประชาธิปไตยและสิทธิในการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทว่าเรื่องนี้จำเป็นต้องพิจารณาควบคู่กับ “ความขัดแย้งทางผลประโยชน์” เพราะผู้ที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากการเพิ่มยอดขายอาจไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งเดียวกับผู้กำหนดนโยบายเพื่อปกป้องสุขภาพประชาชนได้อย่างเป็นกลาง

ขณะเดียวกัน การสื่อสารเรื่อง “ความรับผิดชอบต่อสังคม” ของอุตสาหกรรมก็เป็นอีกกลยุทธ์ที่ต้องจับตา โดยเฉพาะการทำให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกมองเป็นสินค้าปกติที่สามารถบริโภคได้ หากผู้บริโภคมีความรับผิดชอบ ซึ่งอาจมีผลต่อการสร้างทัศนคติใหม่ในกลุ่มคนที่ไม่เคยดื่ม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่

สุดท้ายคือการต่อสู้ทางความคิดระหว่าง “กฎการค้า” กับ “กฎด้านสุขภาพ” เมื่อภาคธุรกิจอ้างหลักเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก หรือ WTO เพื่อสนับสนุนการเปิดตลาดและลดข้อจำกัดทางการค้า ขณะที่ภาคสาธารณสุขต้องยืนยันหลักการด้านสุขภาพขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO ที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

ไม่ใช่แค่เรื่องของ “การขาย” แต่คือการกำหนดสภาพแวดล้อมสุขภาพ

จากมุมมองของ ดร.ภก.อรทัย ประเด็นการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงไม่ควรถูกลดทอนให้เหลือเพียงคำถามว่า “จะเปิดให้ขายมากขึ้นหรือไม่” หรือ “ธุรกิจจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเท่าใด” แต่ต้องตั้งคำถามให้ใหญ่กว่านั้นว่า สังคมไทยต้องการสร้างสภาพแวดล้อมแบบใดให้กับประชาชน

เพราะเมื่อธุรกิจสามารถเข้ามามีอิทธิพลต่อสภาพแวดล้อม การตลาด และกระบวนการกำหนดนโยบายได้มากขึ้น การตัดสินใจทางนโยบายย่อมไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อผู้บริโภคที่ดื่มอยู่ในปัจจุบัน แต่ยังอาจกำหนดพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่และประชากรที่ยังไม่ดื่มในอนาคต

ดังนั้น การกำหนดนโยบายแอลกอฮอล์จึงจำเป็นต้องให้ “สุขภาพของประชาชน” เป็นเป้าหมายหลัก ไม่ใช่ปล่อยให้เหตุผลด้านการค้า เศรษฐกิจ หรือการเติบโตของอุตสาหกรรมกลายเป็นตัวตั้งเพียงด้านเดียว


โจทย์สำคัญของสังคมไทยในเวลานี้จึงไม่ใช่เพียงการออกกฎหมายที่เหมาะสม แต่คือการสร้างกระบวนการกำหนดนโยบายที่โปร่งใส อยู่บนฐานหลักฐานทางวิชาการ และสามารถป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพราะท้ายที่สุดแล้ว “นโยบายแอลกอฮอล์” ไม่ได้เป็นเพียงนโยบายด้านเศรษฐกิจหรือการควบคุมสินค้า แต่เป็นนโยบายที่กำลังบอกว่า สังคมไทยจะยอมให้อุตสาหกรรมมีบทบาทมากเพียงใดในการกำหนดสภาพแวดล้อมที่ประชาชนต้องใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน และจะวางเส้นแบ่งระหว่าง “ผลกำไรของธุรกิจ” กับ “ความปลอดภัยและสุขภาพของประชาชน” ไว้ตรงไหน


 10 สิงหาคม 2569