กขป. ถอดบทเรียนสู้ภัยบุหรี่ไฟฟ้า ชู “นิเวศปลอดนิโคติน” สร้างภูมิคุ้มกันเด็ก–เยาวชน
10 สิงหาคม 2569
! Font Awesome Pro 6.0.0 by @fontawesome - https://fontawesome.com License - https://fontawesome.com/license (Commercial License) Copyright 2022 Fonticons, Inc.

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 มีการจัดเวทีบทเรียนคณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) ในการเผชิญหน้าภัยบุหรี่ไฟฟ้าในพื้นที่ ภายใต้การประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 24 ภายใต้แนวคิด “Nicotine-Free Generation : ถอดกับดักนิโคติน เสพติด จน ตาย” ณ ห้องประชุม B ชั้น 6 โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชัน โฮเทล จังหวัดนนทบุรี


เวทีดังกล่าวมุ่งถอดบทเรียนและสังเคราะห์องค์ความรู้จากการดำเนินงานของ กขป. ในการรับมือกับปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในระดับพื้นที่ พร้อมวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน ปัจจัยความสำเร็จ ตลอดจนข้อจำกัดและอุปสรรคสำคัญ เพื่อนำไปสู่การพัฒนากลไกความร่วมมือและมาตรการป้องกันปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนอย่างเป็นระบบและยั่งยืน


เขตสุขภาพที่ 4 ชู “สภานักเรียน” พลังขับเคลื่อนโรงเรียนปลอดบุหรี่ไฟฟ้า


ดร.วิสุทธิ์ สุกรินทร์ เลขานุการ กขป. เขตพื้นที่ 4 กล่าวว่า การดำเนินงานของเขตสุขภาพที่ 4 ให้ความสำคัญกับการป้องกันและเฝ้าระวังบุหรี่ไฟฟ้าภายในสถานศึกษา โดยเริ่มจากการพัฒนาโมเดลนำร่องที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย สระบุรี พร้อมสร้างความร่วมมือกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่




กระบวนการทำงานประกอบด้วย 4 มาตรการหลัก และ 7 กิจกรรม ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน การตรวจตราและแจ้งเบาะแส การทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่เพื่อบังคับใช้กฎหมาย ไปจนถึงการฟื้นฟูเด็กและเยาวชนผ่านกิจกรรมเชิงบวก


จุดเด่นสำคัญคือการเปิดพื้นที่ให้ “สภานักเรียน” เข้ามามีบทบาทอย่างเข้มแข็ง รวมถึงการจัดทำธรรมนูญโรงเรียนภายใต้หลักการ “3 ป.” ได้แก่ ป้องกัน ปลูกฝัง และปราบปราม เพื่อกำหนดบทบาทของบุคลากรทุกฝ่ายอย่างชัดเจน


นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการผลิตสื่อรณรงค์ด้วยตนเอง และพัฒนาระบบสอดส่องดูแลภายในโรงเรียนอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยจากบุหรี่ไฟฟ้าและสิ่งเสพติดในระยะยาว


กขป.เขต 5 สร้าง “วัคซีนใจ” เชื่อมสาธารณสุข–โรงเรียน–ตำรวจ–ท้องถิ่น


ด้าน ผศ.ภิรมย์ ลี้สุวรรณ กขป. เขตพื้นที่ 5 กล่าวว่า การดำเนินงานของ กขป. เขต 5 ซึ่งครอบคลุม 8 จังหวัดภาคกลาง มุ่งแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนด้วยการสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานสาธารณสุข สถานศึกษา ตำรวจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่ออุดช่องว่างทั้งด้านกฎหมายและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้า




การดำเนินงานนำร่องในโรงเรียน 8 แห่งในจังหวัดนครปฐมและราชบุรี มุ่งพัฒนาระบบ “วัคซีนใจ” ควบคู่กับหลักสูตรสร้างความรู้เท่าทันพิษภัยบุหรี่ไฟฟ้าให้แก่เด็กและเยาวชน


ผลการดำเนินงานพบว่า การนำ “นวัตกรรม” และ “พื้นที่ต้นแบบ” มาใช้ สามารถช่วยให้สถานศึกษาดูแลเด็กกลุ่มเสี่ยงได้ถึงร้อยละ 80 และยังสามารถต่อยอดไปสู่การกำหนดเป็นนโยบายสาธารณะในระดับจังหวัด


เป้าหมายสำคัญในระยะต่อไป คือการสร้าง “ระบบนิเวศที่ปลอดภัย” ผ่านแพลตฟอร์มการทำงานเชิงรุกที่เชื่อมโยงข้อมูล การทำงานของภาคีเครือข่าย และการสนับสนุนจากผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ เพื่อให้การป้องกันบุหรี่ไฟฟ้าไม่จำกัดอยู่เพียงภายในโรงเรียน แต่ขยายไปสู่ชุมชนและสังคมโดยรอบ


นครปฐมเดินหน้า Nicotine-Free Generation ปูทางสร้างเด็กปลอดนิโคติน


นางจริยาพันธ์ รุจิรัชกุล นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า จังหวัดนครปฐมมุ่งขับเคลื่อนการควบคุมยาสูบภายใต้แนวคิด “Nicotine-Free Generation” หรือการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ปลอดจากนิโคติน โดยให้ความสำคัญกับเด็กที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป




หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการนำร่องโครงการ “Sandbox” ในระดับตำบล เช่น ตำบลศาลายาและตำบลศีรษะทอง เพื่อพัฒนาพื้นที่ปลอดภัยและป้องกันไม่ให้เด็กเข้าสู่วงจรการเสพติดตั้งแต่ต้น


การทำงานอาศัยเครือข่ายผ่านคณะกรรมการควบคุมยาสูบจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ร่วมกับภาควิชาชีพ สถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับระบบเฝ้าระวังและการบังคับใช้กฎหมายต่อการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มวัยรุ่น


อีกส่วนหนึ่งคือการจัดเก็บข้อมูลและติดตามผลการเลิกบุหรี่ในโรงเรียนต้นแบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์และนำข้อมูลไปพัฒนามาตรการให้สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ในระยะยาว


กขป.เขต 6 ชี้ต้องเป็น “ช่างเชื่อม” พาเด็กเข้าสู่การรักษา แทนการลงโทษ


ขณะที่ นางฐาณิษา สุขเกษม เลขานุการ กขป. เขตพื้นที่ 6 และประธานกรรมการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า บทบาทสำคัญของ กขป. คือการทำหน้าที่เป็น “ช่างเชื่อม” เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างโรงเรียน สถานพยาบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชน




จากการลงพื้นที่พบว่า เด็กบางส่วนเริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่วัยประถมศึกษา โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากสภาพแวดล้อมภายในครอบครัวที่ยังขาดความรู้เท่าทัน รวมถึงอิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์ที่ทำให้การสูบบุหรี่ไฟฟ้าถูกนำเสนอในภาพลักษณ์ของความทันสมัยหรือเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่


อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญไม่ได้อยู่เพียงที่การป้องกัน แต่ยังรวมถึงการนำเด็กที่เริ่มใช้บุหรี่ไฟฟ้าเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา เนื่องจากมีข้อจำกัดทั้งด้านระเบียบปฏิบัติและจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ ทำให้ระบบส่งต่อเด็กเข้าสู่การรักษายังทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ


แนวทางสำคัญจึงควรเปลี่ยนจากการมุ่ง “ลงโทษ” ไปสู่การสร้างระบบ “คัดกรอง–ส่งต่อ–บำบัดรักษา” ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้เด็กที่ติดบุหรี่ไฟฟ้าได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม และลดความเสี่ยงที่เด็กกลุ่มดังกล่าวจะกลายเป็นผู้ชักชวนเพื่อนเข้าสู่วงจรการเสพติดเพิ่มขึ้น


จากพื้นที่ต้นแบบสู่ “ระบบนิเวศปลอดนิโคติน”


การถอดบทเรียนจาก กขป. แต่ละเขตสะท้อนให้เห็นว่า การรับมือกับบุหรี่ไฟฟ้าไม่สามารถพึ่งพาหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งได้ แต่จำเป็นต้องอาศัยการทำงานแบบบูรณาการ ตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน สถานพยาบาล ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปจนถึงระดับนโยบาย


ผู้ร่วมอภิปรายจึงเสนอภาพอนาคตร่วมกันในการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชน โดยมี 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่


1.การป้องกันต้องเริ่มตั้งแต่ “สถาบันครอบครัว” ควบคู่กับการสร้างระบบนิเวศในชุมชนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยจากบุหรี่ไฟฟ้าและนิโคติน


2.บูรณาการบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผ่านเกณฑ์ประเมิน LPA เพื่อสนับสนุนมาตรการชุมชนและโรงเรียนปลอดบุหรี่ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ


3.พัฒนาระบบบำบัดรักษาแบบไร้รอยต่อ ผ่านคลินิกฟ้าใส สายด่วน 1600 และเครือข่ายร้านยาอาสา รวมถึงการใช้ระบบให้คำปรึกษาทางไกล เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้ง่ายและรวดเร็ว


และ 4.สร้างความร่วมมือของภาคีเครือข่าย พร้อมใช้พลังของนโยบายสาธารณะเป็นกลไกขับเคลื่อน เพื่อให้การสร้าง “Nicotine-Free Generation” ไม่ใช่เพียงโครงการระยะสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมและระบบสุขภาพที่นำไปสู่ความยั่งยืน








บทเรียนจากพื้นที่จึงสะท้อนชัดว่า การหยุดการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนอาจไม่สามารถทำได้ด้วยการปราบปรามเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน และชุมชน พร้อมมีระบบดูแลเด็กที่เข้าสู่การใช้บุหรี่ไฟฟ้าอย่างเหมาะสม


เพราะเป้าหมายของการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ปลอดจากนิโคติน ไม่ใช่เพียงการทำให้เด็ก “ไม่สูบ” แต่คือการสร้างสังคมที่ทำให้เด็ก ไม่จำเป็นต้องเข้าสู่วงจรการเสพติดตั้งแต่แรก และเมื่อใดที่เด็กก้าวพลาด สังคมต้องมีระบบที่พร้อมช่วยให้พวกเขากลับออกมาได้อย่างปลอดภัย