NCD Ecosystem เดินหน้าหยุด “หวาน–เค็ม–เมา–ควัน” สู่ภารกิจร่วมของคนทั้งประเทศ

นายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ชี้โจทย์ใหญ่การแก้ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ของประเทศไทย ไม่อาจพึ่งเพียงการให้ความรู้ การรณรงค์ หรือการรักษาด้วยยา แต่ต้องเปลี่ยน “สภาพแวดล้อม” รอบตัวประชาชนให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดี พร้อมเสนอแนวคิด “NCD Ecosystem” สร้างระบบนิเวศทางกายภาพ สังคม และเชิงพาณิชย์ เพื่อให้ทางเลือกสุขภาพเป็นทางเลือกที่เข้าถึงง่ายที่สุด ยกระดับปัญหา “หวาน–เค็ม–เมา–ควัน” สู่ วาระประเทศ
ในการแถลงข่าวหัวข้อ “NCD Ecosystem : สร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการลดโรคไม่ติดต่อทางกายภาพและสังคม” ภายในงานประชุมวิชาการสุขภาพ ครั้งที่ 24 “หวาน–เค็ม–เมา–ควัน กับดักสินค้าทำลายสุขภาพเรื้อรัง CDoH” ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชัน โฮเทล จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 นายสุทธิพงษ์สะท้อนว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพพยายามขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อจัดการปัจจัยเสี่ยงของโรค NCDs อย่างต่อเนื่อง ทั้งการสื่อสารสร้างความรู้ การรณรงค์ และการใช้กฎหมาย
แต่ความพยายามเหล่านี้ยังไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเต็มที่ เพราะปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่ประชาชน “ไม่รู้” หากแต่อยู่ที่ สภาพแวดล้อมรอบตัวไม่เอื้อให้ประชาชนสามารถเลือกสุขภาพที่ดีได้ง่าย

นายสุทธิพงษ์อธิบายว่า แม้ปัจจุบันประชาชนจะมีความรู้เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยอาหารหวาน อาหารเค็ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และผลิตภัณฑ์ยาสูบ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมส่วนบุคคลจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก หากยังปล่อยให้สภาพแวดล้อมทางกายภาพ สังคม และเชิงพาณิชย์เอื้อให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
แนวคิด NCD Ecosystem จึงถูกเสนอขึ้นเพื่อเปลี่ยนวิธีคิดจากการรอให้ประชาชน “ป่วยแล้วรักษา” ไปสู่การสร้างระบบที่ช่วยให้ประชาชน “ไม่ป่วยตั้งแต่ต้น” โดยเปรียบเปรยว่า เมื่อคนป่วยด้วยโรค NCDs สิ่งที่มักนึกถึงคือ “ยา” แต่สิ่งที่กำลังพยายามสร้างคือ “สภาพแวดล้อมที่ดีเพื่อใช้แทนยา”
หัวใจสำคัญคือการทำให้ทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพเป็นทางเลือกที่ง่ายและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน ไม่ใช่การผลักภาระให้ประชาชนต้องใช้ความพยายามส่วนตัวในการตัดสินใจอยู่ตลอดเวลา
จาก “ให้ความรู้” สู่การเปลี่ยนสภาพแวดล้อม
นายสุทธิพงษ์เสนอว่า การแก้ปัญหา NCDs จำเป็นต้องเปลี่ยนจากการเน้นให้ความรู้เพียงอย่างเดียว ไปสู่การออกแบบสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้คนสามารถปฏิบัติตามความรู้ที่มีอยู่ได้จริง โดยเฉพาะการจัดการปัจจัยเสี่ยงสำคัญอย่าง “หวาน–เค็ม–เมา–ควัน”
มาตรการแรกคือ การใช้ภาษีเพื่อสุขภาพ โดยสนับสนุนการปฏิรูปโครงสร้างภาษีอาหารและเครื่องดื่มตามหลักการ “ยิ่งหวานยิ่งแพง ยิ่งเค็มยิ่งแพง” เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตปรับสูตรผลิตภัณฑ์ และลดการพึ่งพาการตัดสินใจของผู้บริโภคเพียงฝ่ายเดียว
ในมุมมองของนายสุทธิพงษ์ หากยังไม่สามารถจัดการปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ประชาชนก็ยังคงต้องเผชิญกับผลิตภัณฑ์และทางเลือกเดิม ๆ ขณะเดียวกันโครงสร้างภาษีสุราและยาสูบก็ควรสะท้อนต้นทุนทางสังคมที่เกิดขึ้นจริง เพื่อช่วยลดภาระที่สังคมต้องแบกรับจากผลกระทบด้านสุขภาพ
มาตรการที่สองคือ การนำเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมมาใช้ในการออกแบบสภาพแวดล้อม โดยไม่จำกัดอยู่เพียงการให้ข้อมูล แต่ต้องสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการตัดสินใจที่ดีต่อสุขภาพ ทั้งในชุมชน สถานศึกษา วัด และสถานที่ทำงาน
รวมถึงการพัฒนาระบบฉลากสินค้าให้ประชาชนสามารถเข้าใจความเสี่ยงได้อย่างรวดเร็วและชัดเจน โดยอาจใช้ข้อความเตือนหรือสัญลักษณ์ที่ทำให้ผู้บริโภคเห็นและเข้าใจได้ทันที โดยไม่ต้องใช้เวลาค้นหาหรืออ่านข้อมูลที่ซับซ้อน
เสนอ “Health Score” สร้างแรงจูงใจให้คนอยากสุขภาพดี
อีกแนวคิดสำคัญคือ “Health Score” หรือคะแนนสุขภาพ ซึ่งนายสุทธิพงษ์เสนอให้พัฒนาเป็นกลไกระดับประเทศ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนดูแลสุขภาพของตนเองอย่างต่อเนื่อง
แนวคิดดังกล่าวอาจเชื่อมโยงกับสิทธิประโยชน์จากภาครัฐ เช่น การลดหย่อนภาษีหรือสิทธิประโยชน์รูปแบบอื่น โดยอาศัยแพลตฟอร์มที่ภาครัฐสนับสนุน เพื่อให้การดูแลสุขภาพไม่ใช่เพียงเรื่องของความตั้งใจส่วนบุคคล แต่กลายเป็นพฤติกรรมที่ได้รับแรงสนับสนุนจากระบบ
เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนแรงจูงใจของประชาชน จากการดูแลสุขภาพเพราะ “กลัวป่วย” ไปสู่การดูแลสุขภาพเพราะ “ได้รับประโยชน์จากการมีสุขภาพดี”
เมืองและพื้นที่สาธารณะต้องช่วยให้คนสุขภาพดี
นอกจากเรื่องอาหารและพฤติกรรมการบริโภคแล้ว สภาพแวดล้อมทางกายภาพก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อการเกิด NCDs โดยเฉพาะการมีกิจกรรมทางกาย

นายสุทธิพงษ์ชี้ว่า งานวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ประชาชนไม่รู้ว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์ แต่เป็นเพราะหลายพื้นที่ยังขาดสถานที่ที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการออกกำลังกายและการทำกิจกรรมทางกาย
ดังนั้น การลงทุนด้านสุขภาพจึงไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะโรงพยาบาลหรือระบบบริการสาธารณสุข แต่ต้องขยายไปสู่ พื้นที่สาธารณะ พื้นที่สีเขียว ทางเดิน และพื้นที่สำหรับกิจกรรมทางกาย ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ในชีวิตประจำวัน
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงมีบทบาทสำคัญในการออกแบบและพัฒนาพื้นที่เหล่านี้ เพราะการมีพื้นที่สุขภาวะที่ดีสามารถช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดการเจ็บป่วยเสียก่อน
“หวาน–เค็ม–เมา–ควัน” ไม่ใช่เรื่องของกระทรวงสาธารณสุขเพียงลำพัง
นายสุทธิพงษ์ย้ำว่า การจัดการโรค NCDs ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เพราะปัจจัยที่กำหนดสุขภาพไม่ได้อยู่เฉพาะในระบบสาธารณสุข แต่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา การคมนาคม การผังเมือง การค้า และวิถีชีวิตของประชาชน
การสร้าง NCD Ecosystem จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ไปจนถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยต้องทำงานร่วมกันเพื่อออกแบบสภาพแวดล้อมที่ทำให้การมีสุขภาพดีเป็นเรื่องง่าย และการเข้าถึงปัจจัยเสี่ยงเป็นเรื่องที่ยากขึ้น
เมื่อประเทศไทยยังต้องเผชิญกับจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรค NCDs ในระดับสูง และค่าใช้จ่ายในการรักษามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การป้องกันจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงงานด้านสุขภาพ แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ

นายสุทธิพงษ์ฝากถึงทุกภาคส่วนว่า “หวาน–เค็ม–เมา–ควัน” ไม่ใช่ภารกิจของใครคนใดคนหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นภารกิจร่วมของคนทั้งประเทศ
เพราะการสร้างสุขภาพที่ดีอาจไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการบอกให้ประชาชน “เปลี่ยนตัวเอง” เสมอไป แต่อาจเริ่มจากการ “เปลี่ยนสภาพแวดล้อม” ให้ประชาชนสามารถเลือกสิ่งที่ดีต่อสุขภาพได้ง่ายขึ้น
และหากสังคมสามารถออกแบบสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อสุขภาพได้สำเร็จ สิ่งที่เคยดูเหมือนเป็นเรื่องยาก ไม่ว่าจะเป็นการกินดี เคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น ลดการบริโภคหวาน–เค็ม หรือหลีกเลี่ยงสุราและควัน ก็จะค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายในชีวิตประจำวัน นำไปสู่การลดโรค NCDs และสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนให้กับคนไทยในระยะยาว

