สช.กลั่นวาระสุขภาพประเทศ ‘ปชก.-ระบบริการ-ปฐมภูมิ’ TOP 3 ปูทางสู่กรอบจัดทำนโยบายรัฐ15 กรกฎาคม 2569

เมื่อวันที่ 15 ก.ค.
2569 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ
(สช.)
จัดประชุมการนําเสนอผลการศึกษาเบื้องต้นและให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อประเด็นสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพของประเทศ
ซึ่งเป็นการรายงานผลการจัดลำดับความสำคัญของประเด็นเชิงยุทธศาสตร์
ผ่านผลการวิเคราะห์แบบสํารวจเดลฟาย (Delphi
Survey) เพื่อใช้เป็นข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์สำหรับประกอบการพิจารณาของหน่วยงานภาครัฐ
องค์กรที่เกี่ยวข้อง ชุมชนและท้องถิ่น ตลอดจนกลไกต่างๆ
ในการนําไปประยุกต์ใช้ตามภารกิจที่รับผิดชอบ
ให้เอื้อต่อการพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม
บนพื้นฐานองค์ความรู้และหลักฐานทางวิชาการอย่างยั่งยืน
สำหรับผลการศึกษาเบื้องต้นที่ถูกนำเสนอในเวทีครั้งนี้
เป็นผลจากการรวบรวมความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ
ที่ร่วมกันให้คะแนนระดับความสำคัญของประเด็นที่ต้องมีการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างใน 5 ปีข้างหน้า
จากประเด็นสำคัญจำนวน 7
ประเด็นที่ได้จากการทบทวนเอกสาร
“รายงานสถานการณ์ระบบสุขภาพไทย” ตาม 11
สาระหมวดธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ
ฉบับที่ 3 พ.ศ.
2565 แล้วพบว่าเป็นประเด็นสำคัญต่อการพัฒนาระบบสุขภาพ
และเป็นประเด็นท้าทายหรือมีช่องว่างที่ต้องได้รับการแก้ไขในระดับนโยบาย
ทั้งนี้
พบว่าค่าคะแนนเฉลี่ยรวมจากการศึกษาด้วยเทคนิคเดลฟาย จำนวน 3 รอบ
ต่อประเด็นสำคัญทั้ง 7
ประเด็น เรียงลำดับจากคะแนนมากไปน้อย
ประกอบด้วยประเด็น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร (4.36) ระบบสุขภาพปฐมภูมิและระบบสุขภาพชุมชน
(4.34) ระบบบริการสุขภาพ
(4.34) ระบบสุขภาพดิจิทัลและความรอบรู้ด้านสุขภาพ
(3.95) ระบบสุขภาพชุมชนเมือง
(3.93) ระบบสุขภาพชายแดน
ประชากรข้ามชาติและบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ (3.55) ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ
(3.25)
อ.ศรวณีย์ อวนศรี คณะสาธารณสุขศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า
จากผลการวิเคราะห์แบบสํารวจเดลฟาย พบว่าผู้ทรงคุณวุฒิให้ความสำคัญกับประเด็น
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร มากที่สุด (4.36)
ซึ่งสะท้อนให้เห็นตรงกันว่า
การเปลี่ยนแปลงด้านขนาดและโครงสร้างประชากร โดยเฉพาะอัตราการเกิดที่ลดลง
การเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุ การเปลี่ยนแปลงของกําลังแรงงาน
และสัดส่วนประชากรวัยพึ่งพิง เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อระบบสุขภาพ ระบบเศรษฐกิจ
และระบบสวัสดิการสังคมของประเทศในระยะยาว จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพ
เศรษฐกิจ และสังคมสำหรับประชากรทุกช่วงวัย
รวมทั้งพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวและการดูแลแบบประคับประคองให้เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่รองลงมา คือประเด็น
ระบบบริการสุขภาพ (4.34)
แสดงให้เห็นว่าการจัดบริการสุขภาพระดับทุติยภูมิและตติยภูมิ
รวมถึงกําลังคนด้านสุขภาพ การเงินการคลัง เทคโนโลยีทางการแพทย์คุณภาพ
และความปลอดภัยของบริการ ยังคงเป็นประเด็นสำคัญของประเทศ
โดยเฉพาะปัญหาการกระจายกําลังคนที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ภาระงานของบุคลากร
ความแตกต่างด้านคุณภาพบริการ และความยั่งยืนของระบบการเงินการคลัง
ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขในเชิงโครงสร้าง
เช่นเดียวกับ ประเด็น
ระบบสุขภาพปฐมภูมิและระบบสุขภาพชุมชน (4.34)
ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ทรงคุณวุฒิให้ความสำคัญกับระบบสุขภาพปฐมภูมิในฐานะรากฐานของระบบสุขภาพไทย
ซึ่งครอบคลุมการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาเบื้องต้น การฟื้นฟูสุขภาพ
และการดูแลต่อเนื่องในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน
แต่ระบบปฐมภูมิยังมีข้อจํากัดด้านคุณภาพ มาตรฐาน และการเข้าถึงบริการ
จึงควรเร่งพัฒนาหน่วยบริการใกล้บ้าน การกระจายอำนาจด้านสุขภาพ
การถ่ายโอนภารกิจสู่ท้องถิ่น การพัฒนากําลังคน
ตลอดจนการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและชุมชน
เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
“แม้เรื่องของสังคมสูงวัยจะเป็นประเด็นที่ได้รับความสำคัญมากที่สุด แต่จากการรวบรวมความเห็นและวิเคราะห์แล้วพบว่า ทุกคนไม่ได้ให้ความสำคัญในประเด็นใดประเด็นเดียว แต่มองเป็นบริบทที่มีความเชื่อมโยงกันและควรที่จะต้องได้รับการผลักดันควบคู่กันไป ส่วนประเด็นที่ได้คะแนนน้อยก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความสำคัญ กระบวนการในวันนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้เห็นถึงทิศทางความสำคัญของประเด็นปัญหา และเป็นจุดตั้งต้นของการทำงาน ที่จะต้องมีการพูดคุยทำความเข้าใจในรายละเอียดเพิ่มเติมกันต่อเนื่อง ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการร่างธรรมนูญฯ และนำเสนอเป็นนโยบายผ่านกลไกต่างๆ ของ สช. ต่อไป”

ด้าน ดร.นภินทร
ศิริไทย ผู้เชี่ยวชาญ
สช. กล่าวว่า ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ได้กำหนดบทบาทให้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ
(คสช.) ทำหน้าที่ให้ข้อเสนอแนะหรือให้คำปรึกษาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.)
เกี่ยวกับนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพ ขณะเดียวกันยังมีบทบาทในการจัดทำ
“ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ” เพื่อใช้เป็นกรอบและแนวทางในการกำหนดนโยบายยุทธศาสตร์และการดำเนินงานด้านสุขภาพของประเทศ
ซึ่งจะมีผลผูกพันหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ดร.นภินทร กล่าวว่า
อย่างไรก็ตามในการนำเสนอนโยบายด้านสุขภาพ
หากไม่ได้มาจากการพิจารณากลั่นกรองบนหลักฐานเชิงประจักษ์
ก็อาจทำให้มีประเด็นที่กว้างและไม่สนองตอบต่อปัญหาจริงที่เกิดขึ้น ทาง สช.
จึงมีแนวทางในการจัดทำประเด็นยุทธศาสตร์ผ่านการรวบรวมความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ
ในการกำหนดลำดับความสำคัญของประเด็น
เพื่อที่จะนำไปใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม
พร้อมทั้งเป็นประเด็นสำคัญเพื่อเสนอต่อกลไกและองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น
องค์กรสุขภาพ, คสช., คณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ
(คจ.สช.), กลไกคณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน
(กขป.) ฯลฯ ให้เกิดการบูรณาการการทำงานด้านระบบสุขภาพในทิศทางเดียวกัน
“ประเด็นปัญหาด้านสุขภาพนั้นมีจำนวนมาก
และเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์
แต่การจัดลำดับความสำคัญจะช่วยสร้างจุดเน้นและทิศทางของการพัฒนาระบบสุขภาพให้ชัดเจน
จัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด
พร้อมสามารถเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจส่งผลกระทบได้
ขณะเดียวกันผลลัพธ์จากการวิเคราะห์และรวบรวมประเด็นทั้งหมดนี้ ก็จะเป็น Input สำคัญที่นำไปใช้ในกระบวนการร่างธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติฉบับต่อไป
ซึ่งมีกำหนดที่จะต้องจัดทำขึ้นภายในปี 2570”
ดร.นภินทร กล่าว


