สิทธิการรับรู้และสิทธิป้องกัน บทบาทกฎหมายสุขภาพในการสื่อสารความเสี่ยง โรคมะเร็งท่อน้ำดีสู่ประชาชน

… พงศ์นรินทร์ มากรัตน์
ในแต่ละปี ประเทศไทยสูญเสียประชากรกว่า ๒ หมื่นคน จากโรคมะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma) ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ (Opisthorchis viverrini) ผ่านพฤติกรรมการบริโภคปลาน้ำจืดดิบหรือปรุงไม่สุก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนล่าง ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าโรคนี้ไม่ใช่เพียง “วิกฤตสาธารณสุข” แต่ยังเป็น “วิกฤตการสื่อสาร” ด้วย เพราะแม้จะมีองค์ความรู้ในการป้องกันที่ชัดเจน แต่ข้อมูลนั้นยังไม่ถึงมือประชาชนได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพเพียงพอ
คำถามสำคัญในทางกฎหมายจึงเกิดขึ้นว่า : รัฐมีพันธะทางกฎหมายในการสื่อสารความเสี่ยงเรื่องนี้หรือไม่ และกรอบกฎหมายสุขภาพที่มีอยู่เปิดช่องให้ประชาชนมีสิทธิ์เรียกร้องการได้รับข้อมูลที่เพียงพอได้มากน้อยเพียงใด
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๕๕ บัญญัติให้รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการ “เสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค” ทั้งนี้ สิทธิดังกล่าวถูกรับรองเพิ่มเติมอย่างชัดเจนในพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งนับว่าเป็นกฎหมายแม่บทด้านสุขภาพของประเทศ
มาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า “บุคคลมีสิทธิ์ในการดำรงชีวิตในสิ่งแวดล้อมและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ” ขณะที่มาตรา ๘ และมาตรา ๑๐ กำหนดให้บุคคลมีสิทธิ์ได้รับข้อมูลด้านสุขภาพที่เกี่ยวกับตนอย่างเพียงพอและทันเวลา รวมถึงสิทธิ์ได้รับการคุ้มครองจากการได้รับข้อมูลด้านสุขภาพที่เป็นเท็จหรือเป็นที่เข้าใจผิด บทบัญญัติเหล่านี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะการรักษาพยาบาลรายบุคคล หากแต่ครอบคลุมถึง “การสื่อสารเพื่อป้องกันโรคในระดับชุมชน” ด้วย
ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ ๓ พุทธศักราช ๒๕๖๕ ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ ได้กำหนดทิศทางระบบสุขภาพของประเทศในช่วง ๑๐ ปี โดยมุ่งเน้นหมวดที่ว่าด้วย “การสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค” ซึ่งระบุชัดเจนว่าต้องมีระบบการให้ข้อมูล ข่าวสาร และความรู้ด้านสุขภาพที่ประชาชนเข้าถึงได้อย่างสะดวก ถูกต้อง และทันต่อเหตุการณ์
ในบริบทของพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี หน่วยงานที่มีพันธกรณีตามกฎหมาย ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุขในฐานะผู้กำกับระบบสุขภาพ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พุทธศักราช ๒๕๔๒ มีหน้าที่ด้านการส่งเสริมสุขภาพในพื้นที่ รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ในฐานะผู้ขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพสาธารณะแบบมีส่วนร่วม
การที่หน่วยงานเหล่านี้ไม่สื่อสารความเสี่ยงโรคมะเร็งท่อน้ำดีอย่างเพียงพอและเป็นระบบ จึงอาจไม่ใช่เพียงข้อบกพร่องด้านนโยบาย แต่อาจเป็นการบกพร่องต่อหน้าที่ตามกฎหมายด้านสุขภาพด้วย
แม้กฎหมายจะรับรองสิทธิ์การรับรู้ข้อมูลสุขภาพไว้ แต่ในทางปฏิบัติยังปรากฏช่องว่างหลายประการ ได้แก่
(๑) การสื่อสารยังกระจุกตัวอยู่ในช่องทางที่เป็นทางการและตัวอักษร ซึ่งไม่สอดคล้องกับบริบทของประชาชนกลุ่มเสี่ยงซึ่งมักมีข้อจำกัดด้านการอ่านออกเขียนได้
(๒) ขาดการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นระบบ ทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกัน หรือได้รับข้อมูลล่าช้าเกินไปจนพ้นระยะที่ป้องกันได้
(๓) ยังขาดกลไกที่ทำให้ประชาชนสามารถร้องเรียนหรือเรียกร้องการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพสาธารณะเฉพาะเรื่องนี้ได้อย่างมีประสิทธิผล
เพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างสิทธิตามกฎหมายกับประสบการณ์จริงของประชาชน ผู้เขียนขอเสนอแนวทางสำคัญ ๓ ประการ คือ
ประการแรก ควรพัฒนา “มาตรฐานขั้นต่ำของการสื่อสารความเสี่ยงโรค” เป็นระเบียบหรือประกาศที่ออกตามอำนาจของหน่วยงานรัฐที่มีความเกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่สื่อสารข้อมูลพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีถึงชุมชนอย่างน้อยปีละครั้งในรูปแบบที่เข้าถึงได้
ประการที่สอง ควรใช้กลไกสมัชชาสุขภาพจังหวัดตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ เป็นเวทีกำหนดนโยบายการสื่อสารความเสี่ยงในระดับพื้นที่ โดยให้ภาคประชาสังคมและผู้ได้รับผลกระทบ มีส่วนร่วมออกแบบสาร (Message) และช่องทาง (Channel) ที่สอดคล้องกับบริบทวัฒนธรรมท้องถิ่น
ประการที่สาม ควรพิจารณาบัญญัติให้ “ข้อมูลความเสี่ยงโรคที่มีภาระสูงในพื้นที่” เป็นข้อมูลสาธารณะที่หน่วยงานรัฐต้องเผยแพร่เชิงรุก (Proactive Disclosure) ตามแนวทางพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พุทธศักราช ๒๕๔๐ โดยไม่ต้องรอให้ประชาชนร้องขอ
สรุป
กฎหมายสุขภาพของไทยได้สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งในการรับรองสิทธิ์ของประชาชนในการรับรู้และเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ แต่สิทธิ์เหล่านั้นจะมีความหมายได้ก็ต่อเมื่อรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันแปลงพันธกรณีทางกฎหมายให้กลายเป็นการปฏิบัติที่จับต้องได้ในระดับชุมชน
โรคมะเร็งท่อน้ำดีไม่ใช่โรคที่รักษาไม่หาย แต่เป็นโรคที่ “ป้องกันได้ด้วยความรู้” และความรู้นั้นจะเดินทางไปถึงผู้คนได้ก็ต่อเมื่อรัฐทำหน้าที่ของตนตามที่กฎหมายกำหนด สิทธิรู้จึงไม่ใช่สิทธิ์ที่ต้องรอ แต่เป็นพันธะที่รัฐต้องเริ่มต้นก่อน


