"เมื่อมลพิษไม่มีพรมแดน ชุมชนต้องเป็นด่านหน้าเฝ้าระวังสุขภาพ" ถอดบทเรียนจากประสบการณ์ของ คุณสมพร เพ็งค่ำ
ในวันที่ปัญหาการปนเปื้อนของสารพิษในแม่น้ำสาย กก รวก และโขง ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในเขตแดนประเทศ การรับมือด้วยวิธีเดิมๆ ที่รอให้รัฐเป็นผู้ตรวจวัดฝ่ายเดียวนั้นอาจไม่เท่าทันสถานการณ์ โอกาสนี้ คุณสมพร เพ็งค่ำ จากสถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน (CHIA) ผู้คร่ำหวอดในงานวิจัยและพัฒนาระบบเฝ้าระวังสุขภาพชุมชนมากว่า 10 ปี ได้ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานในพื้นที่ภาคเหนือ ตั้งแต่ลุ่มน้ำสาย น้ำกก ไปจนถึงแม่น้ำโขงและสาละวิน เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า "พลังของคนในพื้นที่" คือหัวใจสำคัญในการรับมือกับมลพิษข้ามพรมแดน เนื่องในเวทีจัดการประชุมปรึกษาหารือเพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวังสุขภาพและสิ่งแวดล้อมระยะยาว กรณีสารพิษปนเปื้อนในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น จ.นนทบุรี จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)
จาก "ดินโคลนแม่สาย"
สู่การค้นพบวิกฤตสารพิษข้ามพรมแดน
คุณสมพร กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากตัวเลขในห้องแล็บ
แต่เริ่มจากสายตาของชาวบ้านที่สังเกตเห็นความผิดปกติในธรรมชาติ
คุณสมพรเล่าว่าในช่วงน้ำท่วมใหญ่ที่แม่สาย มีโคลนจำนวนมหาศาลพัดเข้ามา
และชาวบ้านพบว่าน้ำขุ่นต่อเนื่องยาวนานจนกระทั่งส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปา,
แม้ในตอนแรกจะดูเหมือนภัยธรรมชาติทั่วไป
แต่จากการสืบค้นข้อมูลย้อนกลับไปพบข้อบ่งชี้สำคัญว่ามลพิษเหล่านี้เดินทางมาจากกิจกรรมเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน
(รัฐฉาน) โดยเฉพาะการทำเหมือง Rare Earth ที่มีการใช้สารเคมีในกระบวนการชะละลายแร่
ส่งผลให้สารหนูและโลหะหนักไหลหลุดรอดลงสู่แม่น้ำสายหลักที่ไหลเข้าสู่ไทย,,
หลักฐานเชิงประจักษ์:
จากนาข้าวสู่ร่างกายมนุษย์
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น
ทีมวิจัยของสถาบัน CHIA ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลผ่าน
"โปรเจกต์เล็ก ๆ" เพื่อทดสอบระบบเฝ้าระวัง
โดยมุ่งเน้นไปที่ห่วงโซ่อาหารสำคัญอย่าง "ข้าว"
โดยสุ่มเก็บตัวอย่างจากนาข้าวของอาสาสมัครในอำเภอแม่สายและตำบลแม่ยาว
จังหวัดเชียงราย, ผลการตรวจจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พบ สารหนู (Inorganic Arsenic)
ในเมล็ดข้าวทั้ง 4 ตัวอย่าง
และสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ เมื่อขยายผลไปตรวจปัสสาวะของเจ้าของนา
พบว่าผลการตรวจสอดคล้องกัน คือพบการปนเปื้อนสารหนูในร่างกาย
ซึ่งเป็นการยืนยันว่าสารพิษได้เปลี่ยนสถานะจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารและร่างกายมนุษย์อย่างสมบูรณ์,
นอกจากในนาข้าวแล้ว วิกฤตนี้ยังขยายวงกว้างไปถึงแม่น้ำโขง โดยพบการสะสมของ ปรอท (Methyl Mercury) และตะกั่ว ในปลา โดยเฉพาะใน "ปลานักล่า" ซึ่งอยู่ปลายแถวของห่วงโซ่อาหารจะมีค่าการสะสมสารพิษสูงที่สุด,, ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การติดตามเพียงค่ามาตรฐานในน้ำ (Water Quality) อาจทำให้เราแปลผลคลาดเคลื่อนได้ เพราะสารพิษเหล่านี้มักสะสมอยู่ในตะกอนดิน (Sediment) ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร
เปลี่ยน Mindset: สร้าง
"ความรอบรู้" เพื่อการอยู่รอด
คุณสมพร เน้นย้ำว่า
ระบบเฝ้าระวังของรัฐแบบเดิมที่เป็นการเก็บข้อมูลตามคำร้องขอ (Event-based) และขาดการเชื่อมโยงข้อมูลนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป,
ทางออกที่ยั่งยืนคือการสร้าง "ความรอบรู้ทางอนามัยสิ่งแวดล้อม"
(Environmental Health Literacy) ให้แก่ชุมชน
"เราต้องทำให้ชาวบ้านสามารถเฝ้าระวังตัวเองได้
(Self-screening)" คุณสมพรกล่าว
โดยเริ่มจากการให้พวกเขารู้จักระบบนิเวศของตนเอง ชี้จุดเสี่ยงได้ และรู้วิธีการ
"ตัดวงจรการสัมผัสสารพิษ" (Exposure Pathway) เช่น
การปรับปรุงระบบประปาชุมชนให้มีประสิทธิภาพในการกรองสารปนเปื้อน, หรือแม้แต่เรื่องใกล้ตัวอย่างการเรียนรู้วิธีการหุงข้าวที่ช่วยลดปริมาณสารหนู
และการเลือกบริโภคปลาแต่ละชนิดอย่างเหมาะสมเพื่อให้ปลอดภัยจากสารโลหะหนัก
ข้อเสนอแนะสู่การปฏิรูปการเฝ้าระวังในระดับนโยบาย
ในมุมมองของคุณสมพร
การจัดการมลพิษข้ามพรมแดนต้องอาศัยการปรับระบบใหม่ทั้งหมด โดยมีข้อเสนอสำคัญ 3
ประการ:
- การ Empowerment ชุมชนและท้องถิ่น:
ให้ชุมชนเป็นศูนย์กลางในการสร้างข้อมูลและเฝ้าระวัง โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและแม่นยำ
(Appropriate Technology)
- การเชื่อมต่อข้อมูล: สร้างแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงข้อมูลจากระดับพื้นที่
(Primary Healthcare) เข้าสู่หน่วยงานรัฐระดับนโยบาย
เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ,
- การสร้าง Environmental
Intelligence: ยกระดับข้อมูลให้กลายเป็นความฉลาดในการจัดการสิ่งแวดล้อม
เพื่อสื่อสารความเสี่ยงกับกลุ่มเปราะบางได้อย่างตรงจุด
บทสรุปจากประสบการณ์ของคุณสมพรสะท้อนว่า
ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องปฏิรูประบบเฝ้าระวังมลพิษสิ่งแวดล้อม
โดยเปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นการเชิงรุกที่ให้ความสำคัญกับงานสาธารณสุขมูลฐานและการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน
เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัยในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

