Healthstation Talk EP.64: ถอดบทเรียนมหาอุทกภัย 8 หมื่นล้าน! จาก "ความชะล่าใจ" สู่รหัสกู้ภัย "หาดใหญ่โมเดลพลัส" พึ่งพาตนเองสู้วิกฤตภาวะโลกเดือด
ปริมาณฝนที่ตกแช่ยาวนานแบบไม่ลืมหูลืมตาจนทะลุสถิติกว่า 500-600 มิลลิเมตรในเวลาเพียงคืนเดียว หรือคิดเป็น 153% ของค่าเฉลี่ยปกติ คือภาพจำอันโหดร้ายของมหาอุทกภัยภาคใต้เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา เมืองเศรษฐกิจสำคัญอย่าง "อำเภอหาดใหญ่" ต้องกลายสภาพเป็นแอ่งกระทะขนาดยักษ์ที่จมอยู่ใต้บาดาลลึกสูงสุดร่วม 5-6 เมตร สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจยับเยินกว่า 80,000 ล้านบาท และพรากชีวิตผู้คนไปถึง 142 ราย
แต่วันนี้ ในปี 2569 บทเรียนราคาแพงจาก "ความชะล่าใจในอดีต" กำลังถูกแปรเปลี่ยนเป็นความหวังใหม่ผ่านกลไกความร่วมมือแนวราบภายใต้ชื่อ "หาดใหญ่โมเดลพลัส" และ "สองคลองควนลังโมเดล" รหัสกู้ภัยสายพันธุ์ใหม่ที่ประกาศกร้าวว่า “เราจะไม่ยอมให้คนหาดใหญ่ต้องสังเวยชีวิตให้กับน้ำท่วมอีกต่อไป”

เปิด 3 แผลเป็นมหาอุทกภัย 2568: เมื่อระบบที่มนุษย์สร้าง “เอาไม่อยู่”
รายการ Health Station Talk EP.64 นำโดย คุณนพพร พันเพ็ง ประธานมูลนิธิศึกษาเพื่อสร้างสุข ได้เปิดวงเสวนาครั้งสำคัญร่วมกับ นพ.สุวัฒน์ วิริยพงษ์สุกิจ ประธานกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (ก.ข.ป.) เขต 12 และ คุณชาคริต โภชะเรือง กรรมการ ก.ข.ป. เขต 12 เพื่อผ่าซากความล้มเหลวและถอดบทเรียนวิกฤตการณ์ที่ผ่านมา
คุณชาคริต ได้สะท้อนภาพว่า สาเหตุหลักที่ทำให้หาดใหญ่เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและชีวิตมากกว่าจังหวัดอื่นๆ ในภาคใต้ เกิดจาก 3 ปัจจัยตอกย้ำ:
ปรากฏการณ์ "เรนบอมบ์" (Rain Bomb): ผลกระทบจากภาวะโลกเดือด (Climate Change) ทำให้อากาศสุดโต่ง ฝนตกแช่ที่เดิมต่อเนื่องถึง 9 วัน ปริมาณน้ำฝนมากกว่าศักยภาพของระบบระบายน้ำและแก้มลิงที่มีอยู่ถึง 3 เท่า
ภูมิประเทศใจร้าย น้ำล้อมทับหลาก: หาดใหญ่เป็นแอ่งกระทะเตี้ย รับน้ำหลากจากคลองอู่ตะเภาและคลองสาขารอบทิศทาง แถมในช่วงเกิดเหตุยังมี "น้ำทะเลหนุนสูง" จากทะเลสาบสงขลา ทำให้น้ำไร้ทางไปจมเมืองภายในพริบตา
"กับดักความเชื่อมั่น" ชะล่าใจทำพิษ: หาดใหญ่เว้นว่างจากน้ำท่วมใหญ่มานานกว่า 15 ปี ทำให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่มั่นใจในคลองระบายน้ำ ร.1 จนขาดการเตรียมพร้อม ซ้ำร้ายน้ำระลอกสองหลากเข้าถล่มซ้ำในคืนวันหยุดสุดสัปดาห์ เกิดไฟดับระบบสื่อสารล่มโดยสิ้นเชิง
"จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของเราคือ Crisis Management (การบริหารจัดการในภาวะวิกฤต)" นพ.สุวัฒน์ กล่าวเสริม "เมื่อเกิดเหตุจริง ระบบสั่งการเดี่ยวหรือ Single Command ไม่ชัดเจน เราใช้คนนอกพื้นที่เข้ามาสั่งการ ขาดความเข้าใจหน้างาน รถกู้ภัยไปจอดขวางทางกันเองบนสะพาน และที่สลดใจที่สุดคือ ผู้เสียชีวิตกึ่งหนึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางในโรงพยาบาลหาดใหญ่ที่ไฟดับ ระบบสำรองน้ำท่วม และย้ายออกไม่ทัน"

"สองคลองควนลัง" พลิกวิกฤตด้วยอินเนอร์พึ่งตัวเอง
ท่ามกลางความล้มเหลวของภาครัฐ กลับมีแสงสว่างเกิดขึ้นที่เทศบาลเมืองควนลัง บริเวณพื้นที่รับน้ำระหว่างคลองอู่ตะเภากับคลอง ร.1 ซึ่งเป็นที่ตั้งของ 5 ชุมชน เช่น "ชุมชนป่าหว้า" และ "ชุมชนควรสันติ" ที่นี่กลายเป็นโมเดลต้นแบบการกู้ภัยโดยชุมชน
ในช่วงที่น้ำท่วมสูงสุดจนบ้านเรือนเละเทะ ชุมชนควนลังไม่นั่งรอความช่วยเหลือจากส่วนกลาง แกนนำอย่าง อาจารย์สักกี และ น้าเล็ก ได้ระดมผลงัดแผนพึ่งพาตนเองขึ้นมาสู้ โดยมีกลไก กขป. เขต 12 และภาคเอกชน เช่น มูลนิธิกระจกเงา และอิชิตัน สนับสนุนทุน
สเต็ปการพลิกฟื้นชุมชนเริ่มจาก "ใช้มัสยิดที่เคลียร์ดินโคลนแล้วเป็นศูนย์บัญชาการส่วนหน้า" จากนั้นดึงพลังนศ.วิศวกรรมศาสตร์ ลงพื้นที่ซ่อมมอเตอร์ไซค์และเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ชาวบ้านทันที เพื่อให้พวกเขากลับไปทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนในเมืองได้เร็วที่สุด พร้อมจับมือสภาอุตสาหกรรมและ ม.อ. ดีไซน์ "บ้านน็อกดาวน์สำเร็จรูปราคาประหยัด 6-7 หมื่นบาท" ซ่อมสร้างบ้านให้คนจนในชุมชนทันที

ยกระดับสู่ "หาดใหญ่โมเดลพลัส" เก้าอี้ 4 ขา
จากบทเรียนความสำเร็จของควนลัง คุณชาคริตและทีมงานได้ขยายผลสู่ "หาดใหญ่โมเดลพลัส (Hat Yai Model Plus)" เพื่ออุดรอยรั่วระบบเตือนภัยเดิม โดยปรับปรุงแนวคิดการทำงานเป็นระบบกระจายตัวและยั่งยืน ผ่านยุทธศาสตร์สำคัญ:
1. ซอยย่อยชุมชน ทำแผนเชิงรุก
แทนที่จะมองหาดใหญ่เป็นภาพใหญ่ภาพเดียว โมเดลใหม่จับกลุ่มชุมชนที่ท่วมซ้ำซากจาก 103 ชุมชนในเทศบาลนครหาดใหญ่และรอบข้าง มาแบ่งเป็นกลุ่มย่อยละ 5-10 ชุมชน นำนักศึกษา ม.ทักษิณ ลงพื้นที่เดินสำรวจระดับความสูงต่ำพิกัดน้ำหลาก และเก็บข้อมูล "กลุ่มเปราะบาง" แบบเอ็กซ์เรย์รายครัวเรือน ใครป่วยติดเตียง โรคอะไร บ้านชั้นเดียวหรือสองชั้น เพื่อใช้วางแผนอพยพล่วงหน้า
2. นวัตกรรม "สติกเกอร์น้องน้ำ QR Code"
แก้ปัญหาระบบเตือนภัยที่เข้าถึงยาก ด้วยการแจกสติกเกอร์ "น้องน้ำ" แปะไว้ทุกบ้าน โดยเฉพาะบ้านที่มีกลุ่มเปราะบาง ชาวบ้านแค่ใช้มือถือสแกน QR Code จะเห็นข้อมูลสภาพอากาศแม่นยำล่วงหน้า 3 วัน เห็นภาพสดระดับน้ำจากกล้อง CCTV ในคลองหลัก และจุดเสี่ยงแรกของชุมชนได้ทันทีโดยไม่ต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันให้ยุ่งยาก
3. ระบบข้อมูลเชื่อมโยง "One Data"
เมื่อสั่งอพยพ ข้อมูลจากศูนย์อพยพย่อย ศูนย์อพยพหลัก และท้องถิ่น จะเชื่อมต่อเป็นระบบเดียวกัน ทำให้ตรวจสอบได้ทันทีว่า "คุณยายเตียงไหน" ย้ายไปอยู่พิกัดใด ป้องกันการตกหล่นและสูญหาย และหากเกิดไฟดับระบบล่ม ชุมชนจะมี "เครือข่ายเตือนภัยมนุษย์" เดินเท้าเคาะประตูบ้านส่งข่าวทันที
4. โครงสร้างความยั่งยืน "เก้าอี้ 4 ขา"
เพื่อแก้ปัญหาระบบราชการไทยที่เมื่อ "เปลี่ยนผู้ว่าฯ เปลี่ยนนายกเทศมนตรี หรือเปลี่ยนหัวหน้า ปภ." แล้วงานมักจะหยุดชะงัก หาดใหญ่โมเดลพลัสจึงเซตระบบเป็น เก้าอี้ 4 ขา ประกอบด้วย:
ขาที่ 1: ระบบฐานข้อมูลแม่นยำ (One Data)
ขาที่ 2: ระบบเทคโนโลยีและกล้องเตือนภัย
ขาที่ 3: เครือข่ายชุมชนและแกนนำท้องถิ่นที่เป็นเจ้าของพื้นที่ถาวร
ขาที่ 4: มูลนิธิและภาคเอกชนในพื้นที่ เช่น "มูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง)" ที่เตรียมย้ายศูนย์ไปจุดน้ำไม่ท่วมเพื่อทำหน้าที่เป็นแกนกลางกู้ภัยถาวร
หัวใจสำคัญ: รู้รับ ปรับตัว และ "อย่าวาดหวังว่าคนนอกจะมาช่วย"
ก่อนจบการเสวนา นพ.สุวัฒน์ วิริยพงษ์สุกิจ ได้ฝากข้อคิดที่เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการอยู่รอดในยุคโลกเดือดว่า “งานนี้ใกล้ตัวทุกคนมาก ชุมชนต้องขับเคลื่อนด้วยอินเนอร์ที่เป็นเจ้าของ อย่าคิดวาดหวังว่าคนนอกจะมาช่วยในนาทีวิกฤต ต้องรู้เลยว่าถ้าสติกเกอร์น้องน้ำเตือนภัยระดับสีแดง เส้นทางอพยพคือเส้นทางไหน จะไปอยู่บ้านเลขที่เท่าไหร่ เรือมีไหม เสื้อชูชีพพร้อมไหม นี่คือทักษะการทำงานแนวราบแบบ กขป. ที่เน้นการลงมือทำจริงหรือ Learning by doing”
ขณะที่ คุณชาคริต โภชะเรือง ทิ้งท้ายเตือนสติว่า “เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเปลี่ยนแปลงให้ทัน มาตรการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ เช่น เขื่อน พนังกั้นน้ำ หรือคลองขุด ไม่สามารถการันตีได้ 100% ว่าจะเอาอยู่เมื่อเจออากาศสุดโต่ง ต่อไปเราอาจเจอ ซูเปอร์เอลนีโญ ที่ทั้งร้อนจัดและน้ำท่วมฉับพลันในคราวเดียวกัน การ 'รู้รับ-ปรับตัว' และพึ่งพาตนเองคือคำตอบเดียวที่ดีที่สุดในการรอดชีวิต”

อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า หาดใหญ่จะก้าวเข้าสู่ช่วงฤดูหน้าน้ำอีกครั้ง และระบบ "หาดใหญ่โมเดลพลัส" ที่ถูกซุ่มพัฒนาขึ้นมาตลอดหนึ่งปีเต็มนี้ กำลังจะได้เวลาลงสนามจริงเพื่อพิสูจน์ว่า บทเรียนมูลค่า 8 หมื่นล้านและ 142 ชีวิตในอดีต จะสามารถเปลี่ยนผ่านหาดใหญ่ให้กลายเป็น "เมืองรู้รับปรับตัว" ที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืนได้สำเร็จหรือไม่!


