สช. สสส. ไทยพีบีเอส สานพลัง 50 เขต เสนอ “Hot Deal ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่” ขับเคลื่อนกรุงเทพฯ สู่มหานครแห่งสุขภาวะ22 มิถุนายน 2569
สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)ไทยพีบีเอส และภาคีเครือข่าย จัดเวที Policy Forum “50 เขตสู่มหานครแห่งสุขภาวะ Hot Deal ผู้ว่าฯ คนใหม่” เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ณ บริเวณห้องสมุดประชาชน สวนลุมพินี เปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมสะท้อนโจทย์สำคัญ พร้อมจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายส่งต่อถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและคณะผู้บริหารชุดใหม่

เวทีสะท้อนความท้าทายด้านสุขภาพของคนกรุงเทพฯ
ทั้งการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ
ระบบบริการสุขภาพที่มีหลายหน่วยงานรับผิดชอบ
ตลอดจนสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของเมืองที่ยังไม่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดี
นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวถึงภาพรวมการขับเคลื่อนว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีความซับซ้อน มีประชากรและหน่วยบริการสุขภาพจากหลายสังกัด การแก้ปัญหาสุขภาพจึงต้องเชื่อมการทำงานของทุกภาคส่วน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประชาชนในทั้ง 50
เขตมีส่วนร่วมกำหนดประเด็นสุขภาพและคุณภาพชีวิตของตนเอง

“ธรรมนูญสุขภาพ” สามารถเป็นเครื่องมือสร้างข้อตกลงร่วมของคนในพื้นที่
เชื่อมเสียงของชุมชนเข้าสู่แผนงานและนโยบายของกรุงเทพมหานคร
โดยผู้บริหารชุดใหม่ควรสนับสนุนกลไกที่มีอยู่ให้ทำงานอย่างต่อเนื่อง
และนำข้อเสนอของประชาชนไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
นพ.สุนทร สุนทรชาติ อดีตรองปลัดกรุงเทพมหานคร เสนอ 4 เรื่องเร่งด่วนที่ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ การกระจายอำนาจและเสริมความเข้มแข็งให้กลไกระดับเขต การเพิ่มสวนสาธารณะ ทางเดิน และลานกิจกรรม การเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมวางแผนและจัดสรรงบประมาณ และการยกระดับระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ

พร้อมเสนอให้มองสุขภาพครอบคลุมทั้งคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม
และความเป็นอยู่ของประชาชน
รวมถึงเตรียมความพร้อมให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและเป็น Active
Aging
คุณนุชจรี พันธ์โสม เลขานุกา รสภาองค์กรชุมชนเขตวังทองหลาง เสนอให้กรุงเทพมหานครผลักดัน “ธรรมนูญสุขภาพระดับเขต” เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเมือง เพราะธรรมนูญสุขภาพคือกติกาและข้อตกลงร่วมของชุมชนในการดูแลสุขภาพ การอยู่ร่วมกัน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามบริบทของแต่ละพื้นที่

ควรสื่อสารให้สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการเขต
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าใจและนำธรรมนูญสุขภาพไปประกอบการจัดทำแผนงาน
พร้อมสนับสนุนให้คณะกรรมการและกลไกระดับพื้นที่ประชุมและติดตามงานอย่างสม่ำเสมอ
เสนอแนวคิด “สุขภาวะดี ทำได้ง่าย” โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้ประชาชนเลือกพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพได้ในชีวิตประจำวัน

การสร้างเสริมสุขภาพควรดำเนินการตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่วัยเด็ก
วัยทำงาน จนถึงวัยสูงอายุ เพราะโรค NCDs และภาวะพึ่งพิงในวัยสูงอายุมีความเชื่อมโยงกับพฤติกรรมที่สะสมมาเป็นเวลานาน
ผศ.ดร.วิกรม ศุขธรณี ศูนย์วิชาการสุขภาวะเขตเมือง มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เสนอให้ยกระดับธรรมนูญสุขภาพจากเอกสารเชิงนโยบายไปสู่การใช้งานในวิถีชีวิตของชุมชน โดยธรรมนูญสุขภาพหลายพื้นที่จัดทำมาตั้งแต่ช่วงปี 2562–2563 จึงควรได้รับการทบทวนและปรับปรุงให้ทันต่อสถานการณ์ของเมือง

พร้อมเสนอให้มหาวิทยาลัยเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงทางวิชาการ
สนับสนุนข้อมูล งานวิจัย และองค์ความรู้แก่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง
เพื่อสร้างความเข้มแข็งทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ และการมีส่วนร่วมของประชาชน
นพ.ธนัช พจน์พิศุทธิพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาระบบสาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร เสนอให้ระบบสุขภาพกรุงเทพฯ ปรับน้ำหนักจากการรักษาไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และการเสริมความเข้มแข็งให้ระบบบริการปฐมภูมิ เพื่อลดความเจ็บป่วยและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว

ตามหลักเวชศาสตร์ครอบครัว แพทย์หนึ่งทีมควรดูแลประชากรประมาณ 10,000
คน กรุงเทพมหานครจึงควรมีทีมบริการปฐมภูมิประมาณ 500 ทีม
แต่ปัจจุบันมีคลินิกชุมชนอบอุ่นและศูนย์บริการสาธารณสุขรวมประมาณ 300 ทีม
ทำให้ยังขาดอีกกว่า 200 ทีม ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้บริหาร กทม.
ชุดใหม่ต้องเร่งแก้ไข
คุณนพรัตน์ สอนวิทย์ หัวหน้าหน่วยจัดการธนบุรี สสส. สะท้อนข้อจำกัดของหน่วยงานและเครือข่ายในพื้นที่ที่ยังขาดกลไกประสานงานร่วมอย่างชัดเจน จึงเสนอให้จัดตั้งคณะทำงานหรือกลไกที่มีอำนาจในการประสานและขับเคลื่อนงานสุขภาวะระดับพื้นที่

พร้อมเสนอให้ทบทวนกฎหมายและระเบียบบางส่วนที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์
เพื่อให้ภาครัฐ ภาคประชาชน
และภาคีเครือข่ายสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างคล่องตัวและรวดเร็วขึ้น
ดำเนินรายการโดย คุณณาตยา แวววีรคุปต์ และ คุณเตชิต ชาวบางพรหม
ร่วมเชื่อมโยงข้อเสนอจากวิทยากรและภาคประชาชน
สู่โจทย์นโยบายสำหรับผู้บริหารกรุงเทพมหานครชุดใหม่

ข้อเสนอจากเวทีครั้งนี้สะท้อนทิศทางสำคัญว่า การสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็น “มหานครแห่งสุขภาวะ” ต้องกระจายอำนาจและทรัพยากรลงสู่ระดับเขต เชื่อมระบบบริการสุขภาพให้ทำงานร่วมกัน เสริมความเข้มแข็งของกลไกชุมชน และเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และร่วมออกแบบเมืองที่ทุกคนสามารถเข้าถึงสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างเท่าเทียม
สช.ม. รายงาน
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ลิงค์
https://theactive.thaipbs.or.th/news/public-health-20260620?fbclid=IwdGRjcASjNZFjbGNrBKM1bGV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHjSsw31ptLi8ucvsjAgu5RtnXvASu1vQ1M7wUIQdZ3r9-bcZ5wP_Jdchv-0__aem_aEdFi9j6HbnRCdx2OrQI1A

