“นพ.สุพัฒน์ ใจงาม” รับยกย่องแพทย์ดีเด่นในชนบท 23 ปี ดูแลสุขภาพประชาชนโดยไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง13 มิถุนายน 2569
การอุทิศตนทำงานในพื้นที่ห่างไกลของจังหวัดแม่ฮ่องสอนนานกว่า 23 ปี ทำให้ นพ.สุพัฒน์ ใจงาม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้รับการยกย่องเป็น “แพทย์ดีเด่นในชนบท ประจำปี 2568” จากการเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่มุ่งมั่นดูแลประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาระบบสุขภาพระดับชุมชน ในการประชุมวิชาการเพื่อพัฒนาเครือข่ายสังคมสุขภาวะและนโยบาย ครั้งที่ 5/2569 “หมอชนบทกับการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ” สืบสานเจตนารมณ์ ศ.นพ.ประเวศ วะสี เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมอัศวินบอลรูม เอ ชั้น 4 โรงแรมอัศวินแกรนด์ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)




ตลอดระยะเวลาการทำงาน นพ.สุพัฒน์ได้แสดงบทบาทโดดเด่นในการดูแลประชาชนในพื้นที่ทุรกันดาร โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เป็นแกนนำขับเคลื่อนการฉีดวัคซีนเชิงรุกในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงการดูแลรักษาผู้ป่วยและผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างหลักประกันด้านสุขภาพให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม นอกเหนือจากบทบาทด้านการรักษาพยาบาล นพ.สุพัฒน์ยังมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเครือข่ายสุขภาพระดับพื้นที่ โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชน และหน่วยงานสาธารณสุข จนเกิดระบบการดูแลสุขภาพที่เข้มแข็งและได้รับการยอมรับในระดับประเทศ

นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ประธานในพิธีมอบรางวัล กล่าวว่า คุณค่าของ นพ.สุพัฒน์ ไม่ได้อยู่เพียงความสามารถทางวิชาชีพ แต่สะท้อนผ่านความตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนในพื้นที่ห่างไกลอย่างยาวนาน โดยเป็นตัวอย่างของแพทย์ที่ “ทำงานด้วยใจ” และยึดประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

ขณะที่ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช นักวิชาการด้านสาธารณสุข มองว่า นพ.สุพัฒน์เป็นแบบอย่างของผู้ที่เลือกใช้ความรู้และศักยภาพของตนเพื่อดูแลผู้คนในพื้นที่ที่ขาดโอกาส สะท้อนคุณค่าของจิตสาธารณะและความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบสุขภาพที่ยั่งยืน

ด้าน นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ผลงานของ นพ.สุพัฒน์ แสดงให้เห็นบทบาทของโรงพยาบาลชุมชนที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรักษาโรค แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการดูแลคน ชุมชน และสังคมในทุกมิติของสุขภาวะ


นพ.สุพัฒน์ ใจงาม กล่าวว่า ความสำเร็จที่ได้รับไม่ใช่ผลงานของตนเพียงลำพัง แต่เกิดจากการสนับสนุนของครอบครัว ครูอาจารย์ เพื่อนร่วมงาน และประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ป่วยซึ่งเป็นผู้มอบบทเรียนสำคัญในการพัฒนาการทำงานตลอดมา

“พื้นที่ชายแดนยังต้องการบุคลากรที่พร้อมอยู่เคียงข้างประชาชนในระยะยาว แม้จะมีข้อจำกัดหลายด้าน แต่การได้เป็นที่พึ่งของผู้คนและเห็นคุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น ถือเป็นคุณค่าที่สำคัญของการทำงานแพทย์ชนบท” นพ.สุพัฒน์ กล่าว

รางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบท ประจำปี 2568 จึงไม่เพียงเป็นการเชิดชูเกียรติบุคคล หากยังสะท้อนคุณค่าของแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ ผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมด้านสุขภาพและยืนยันหลักการ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ให้เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย







