หมอชนบทชี้ระบบสุขภาพปฐมภูมิยังเป็นฐานสำคัญรับมือความเหลื่อมล้ำ ท่ามกลางความผันผวนของโลก13 มิถุนายน 2569



เครือข่ายแพทย์ชนบทและภาคีด้านสุขภาพร่วมสะท้อนบทบาทของระบบสุขภาพปฐมภูมิในฐานะกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพและสร้างความมั่นคงด้านสุขภาวะของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและกลุ่มเปราะบาง ท่ามกลางบริบทการเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนมากขึ้น ในการประชุมวิชาการเพื่อพัฒนาเครือข่ายสังคมสุขภาวะและนโยบาย ครั้งที่ 5/2569 “หมอชนบทกับการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ” สืบสานเจตนารมณ์ ศ.นพ.ประเวศ วะสี เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมอัศวินบอลรูม เอ ชั้น 4 โรงแรมอัศวินแกรนด์ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)

นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ กล่าวว่า แนวคิดและการทำงานของขบวนการแพทย์ชนบทตลอดกว่า 40 ปีที่ผ่านมา ได้มีบทบาทสำคัญในการขยายโอกาสการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ผ่านการพัฒนาสถานีอนามัย โรงพยาบาลชุมชน และระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ จนกลายเป็นรากฐานสำคัญของระบบสุขภาพไทยในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ระบบสุขภาพกำลังเผชิญความท้าทายใหม่จากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ยังคงดำรงอยู่ การพัฒนาระบบสุขภาพจึงจำเป็นต้องยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และให้ความสำคัญกับการเข้าถึงบริการของผู้ด้อยโอกาสและประชาชนในพื้นที่ชนบทอย่างต่อเนื่อง

ด้าน ศ.กิติคุณ สุริชัย หวันแก้ว อดีตผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย องค์ปาฐกถาเกียรติยศ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ในเวทีนี้ สะท้อนว่า การสร้างสุขภาวะในโลกยุคใหม่ไม่อาจพิจารณาเพียงมิติทางการแพทย์เท่านั้น แต่ต้องเชื่อมโยงกับมิติทางสังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และทุนของชุมชน หรือที่เรียกว่า "ภูมิสังคม" ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการรับมือกับความเสี่ยงจากวิกฤตโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก การพัฒนาทุนทางสังคม และการใช้ความรู้ร่วมกันระหว่างภาควิชาการ ภาครัฐ และชุมชน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะและระบบสุขภาพที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง



ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมีความคิดเห็นตรงกันว่า การพัฒนาระบบสุขภาพในอนาคตจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการเสริมพลังชุมชนและระบบสุขภาพปฐมภูมิให้มีความเข้มแข็ง เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงสุขภาวะที่ดีได้อย่างเท่าเทียมและยั่งยืน

