สช.-ภาคีเครือข่าย ถอดบทเรียนขยายผลแผนรองรับสังคมสูงวัยระดับพื้นที่ ชูท้องถิ่นกลไกหลักสร้างระบบดูแลผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน
10 มิถุนายน 2569
! Font Awesome Pro 6.0.0 by @fontawesome - https://fontawesome.com License - https://fontawesome.com/license (Commercial License) Copyright 2022 Fonticons, Inc.


10 มิถุนายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิสานพลังเพื่อแผ่นดิน สำนักประสานนโยบายรองรับสังคมสูงวัย (สป.สว) และกรมอนามัย จัดเวทีสังเคราะห์การขยายผลการขับเคลื่อนแผนรองรับสังคมสูงวัยในระดับพื้นที่ ณ ห้องประชุมลีลาวดี โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ เพื่อแลกเปลี่ยนบทเรียนและแนวทางขยายผลการเตรียมความพร้อมรองรับสังคมสูงวัย ในระดับท้องถิ่นทั่วประเทศ


นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการ คสช. กล่าวในพิธีเปิดงานว่า ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยมาตั้งแต่ปี 2548 รวมแล้วเกือบ 20 ปี โจทย์ที่ยากคือเรากำลังเผชิญกับภาวะที่เรียกว่า ‘รวยไม่ทันแก่’ การสร้างระบบรองรับในระดับพื้นที่จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่ต้องช่วยกันขับเคลื่อนภายใต้ข้อจำกัดที่มี ซึ่งผมเคยเห็นนวัตกรรมในพื้นที่อย่างเรื่อง ‘Young Care’ ที่ดึงคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม นี่คือการสร้างคนรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบสุขภาพ มันไม่ใช่แค่การดูแลผู้สูงอายุ แต่มันคือการสร้าง ‘ทุนมนุษย์’ ในอนาคต เพราะโจทย์เรื่องการเพิ่มประชากรเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในหลายประเทศ สิ่งที่เราต้องทำคือสร้างคนให้มีคุณภาพมากขึ้นโดยมีเทคโนโลยีและ AI เข้ามาเป็นผู้ช่วย


“สิ่งที่ทุกท่านกำลังทำในการขับเคลื่อนแผนรองรับสังคมสูงวัยในระดับพื้นที่ แม้วงเสวนาอาจจะไม่ใหญ่แต่มีคุณค่ามหาศาล เพราะนี่คือ ‘สารตั้งต้น’ ที่สำคัญที่จะนำไปสู่หมุดหมายที่ยิ่งใหญ่ คือการมีระบบรองรับสังคมสูงวัยที่ดูแลคนไทยได้อย่างทั่วถึงและสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นกับประเทศอย่างแท้จริง” นพ.สุเทพ กล่าว


นายศิริพันธ์ ศรีกงพลี รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า การเข้าสู่สังคมสูงวัยเป็นเรื่องสำคัญที่ท้องถิ่นต้องเร่งจัดการ เนื่องจากในบางพื้นที่ปริมาณผู้สูงอายุพุ่งสูงถึง 25-33% แล้ว กรมฯ จึงร่วมกับภาคีเครือข่าย นำร่องใน 10 จังหวัด เพื่อขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพ และ พ.ร.บ.ระบบสุขภาพปฐมภูมิ ผ่าน รพ.สต.ที่ถ่ายโอนมายังท้องถิ่นกว่า 4,000-5,000 แห่ง เพื่อให้การดูแลสุขภาพประชาชนมีความต่อเนื่องและเข้มแข็ง

"หัวใจสำคัญของการทำงานคือการนำความสำเร็จจากพื้นที่หนึ่งมาเป็นหมุดหมายและถอดบทเรียนเพื่อให้พื้นที่อื่นได้นำไปใช้ประโยชน์ต่อ หากติดขัดประเด็นใดขอให้สื่อสารและปรึกษาหารือกัน การรวมพลังกันระหว่างราชการส่วนกลางและท้องถิ่นจะช่วยให้การทำงานในระดับพื้นที่ประสบความสำเร็จและขยายผลไปได้อย่างกว้างขวาง" นายศิริพันธ์ กล่าว


ผศ.ดร.ทพ.วีระศักดิ์ พุทธาศรี นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) คือส่วนที่สำคัญที่สุดเพราะอยู่ใกล้ชิดกับปัญหามากที่สุด จุดเด่นของพื้นที่คือเราสามารถประเมินสถานการณ์และบริบทของตำบลตัวเองได้ดี หัวใจสำคัญคือการสร้างการมีส่วนร่วม ให้คนในพื้นที่รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของเขาทุกคน ไม่ใช่แค่โครงการของราชการที่เข้ามาแล้วก็ไป และต้องสร้างสังคมที่ทำให้คนทุกรุ่นอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข โดยเราถอดบทเรียนออกมาเป็น 11 ขั้นตอน ตั้งแต่ ต้นน้ำ คือการเก็บข้อมูลรายบุคคลเพื่อดูความต้องการที่แท้จริง กลางน้ำ คือการพัฒนาและบูรณาการแผนงานเข้ากับหน่วยงานต่างๆ เพื่อลดความซ้ำซ้อน และ ปลายน้ำ คือการประเมินผลและถอดบทเรียนเพื่อขยายผล

“สำหรับท้องถิ่น สิ่งที่จะสร้างความยั่งยืนได้จริงคือการบรรจุโครงการเหล่านี้ไว้ในแผนพัฒนาท้องถิ่นเพื่อให้มีงบประมาณรองรับชัดเจน ส่วนในระดับนโยบายจากส่วนกลาง ต้องมีความชัดเจนในการสนับสนุนงบประมาณ และพยายามลดข้อจำกัดหรือระเบียบที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้คนหน้างานในพื้นที่ทำงานได้สะดวกและคล่องตัวมากขึ้น” ผศ.ดร.ทพ.วีระศักดิ์ กล่าว


ขณะที่ อ.กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร ผู้จัดการสํานักงานประสานนโยบายรองรับสังคมสูงวัย กล่าวว่า ปัจจัยที่จะทำให้งานรองรับสังคมสูงวัยสำเร็จได้จริงประกอบด้วย 4 ส่วนสำคัญคือ ‘ผู้นำเอาด้วย ภาคีทำจริง มีเป้าหมายร่วม และพี่เลี้ยงติดตามหนุนเสริมอย่างใกล้ชิด’ โดยเฉพาะกลไก ‘พี่เลี้ยงระดับจังหวัด’ ทั้งจาก สสจ. และแกนนำสมัชชาสุขภาพ ถือเป็นตัวจักรสำคัญในการติดตามและสนับสนุนให้เกิดการขยายผลในเชิงคุณภาพ จากเดิมที่เราทำเพียง 4 ท้องถิ่น ตอนนี้ขยายไปถึง 194 แห่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าหากท้องถิ่นมีความเข้าใจและมีกระบวนการที่ดี แผนบูรณาการนี้จะสามารถใช้งานได้จริงและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนได้อย่างยั่งยืน

“แม้ปัจจุบันคู่มือการขับเคลื่อนจะถูกกระจายไปยังท้องถิ่นกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ แต่นั่นเป็นเพียงเชิงปริมาณ เป้าหมายของการทำงานใน 8 จังหวัดนำร่อง คือการทำ ‘เชิงคุณภาพ’ เพื่อให้ได้เทคนิคและวิธีการขยายผลที่จับต้องได้จริง เราไม่ได้เน้นการให้งบประมาณไปทำแผน แต่เราเน้นการสนับสนุน ‘กระบวนการสร้างความเข้าใจ’ เพื่อให้พื้นที่ได้เรียนรู้เทคนิควิธี จนสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในการดูแลผู้สูงอายุได้ด้วยตัวเอง” อ.กรรณิการ์ กล่าว


ด้านนางฐิตารีย์ เชื้อพราหมณ์ หัวหน้ากลุ่มงานบริการสาธารณสุขกองสาธารณสุข อบจ.สงขลา กล่าวถึงการบูรณาการในพื้นที่ จ.สงขลา ว่า หัวใจของความสำเร็จคือการบูรณาการ โดย จ. สงขลาสร้างกลไกที่ทุกหน่วยงาน ทั้ง พม. สาธารณสุข ภาคเอกชน และท้องถิ่นทั้ง 140 แห่ง มีเป้าหมายร่วมกัน เราพยายามสร้างระบบที่ครบวงจรในตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียว เช่น การสร้างอาชีพจากการผลิตผ้าอ้อม หรือที่นอนลมในพื้นที่ เพื่อให้งบประมาณหมุนเวียนกลับมาดูแลคนในชุมชนได้อย่างยั่งยืน

"ในสังคมสูงวัย สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งสงขลาเราพบสถิติการฆ่าตัวตายในผู้สูงอายุค่อนข้างสูงในบางพื้นที่ เราจึงประกาศเป็นวาระร่วมที่จะย้อนกลับมามองและแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ โดยการตั้ง 'ศูนย์เติมสุข' ที่ใช้มาตรฐานสากลและทีมเชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) เข้ามาดูแล ทั้งด้านกายภาพและจิตใจ เพื่อสร้างสังคมที่พร้อมรองรับสังคมสูงวัยอย่างแท้จริง" นางฐิตารีย์ กล่าว


พร้อมเดียวกันนี้ในเวทีดังกล่าว ได้จัดวงเสวนาหัวข้อ”รูปธรรมในพื้นที่ เจาะลึกการเชื่อมโยงแผนรองรับสังคมสูงวัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับธรรมนูญสุขภาพตําบล และการส่งเสริมการจัดทํา Living Will” รวมทั้งพิธีมอบเกียรติบัตรให้ตัวแทนจังหวัด ที่ขับเคลื่อนแผนรองรับสังคมสูงวัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น









ข่าว/ภาพ: อภิชาติ โสภาพงศ์ - อัครพงษ์ บุญชู

กลุ่มงานสื่อสารสังคม