ภูเก็ตเดินหน้าพัฒนา “ธรรมนูญสุขภาพสถานศึกษา” สร้างต้นแบบโรงเรียนสุขภาวะ มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืน

! Font Awesome Pro 6.0.0 by @fontawesome - https://fontawesome.com License - https://fontawesome.com/license (Commercial License) Copyright 2022 Fonticons, Inc.


วันที่ 6 มิถุนายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต สมัชชาสุขภาพจังหวัดภูเก็ต มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) สมาคมการศึกษาเอกชนจังหวัดภูเก็ต และมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต จัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาธรรมนูญสุขภาพสถานศึกษาจังหวัดภูเก็ต ณ ห้องประชุมห้องประชุมเทียนสิรินธร อาคารเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต โดยการเป็นประธานของนายชลำ อรรถธรรม รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต


นายชลำ กล่าวในพิธีเปิดว่า การพัฒนาธรรมนูญสุขภาพสถานศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเสริมสุขภาวะของเด็กและเยาวชน โดยใช้สถานศึกษาเป็นฐานการพัฒนา (School-Based Approach) ผ่านกระบวนการเรียนรู้ การมีส่วนร่วม และการกำหนดข้อตกลงร่วมกันภายในโรงเรียน เพื่อสร้างต้นแบบด้านพฤติกรรมสุขภาพและวัฒนธรรมองค์กรที่สามารถขยายผลสู่สังคมในวงกว้างได้ในอนาคต ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาขององค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตที่มุ่งเน้น 2 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การพัฒนาทุนมนุษย์และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยส่งเสริมศักยภาพของผู้เรียนตามความถนัดและความแตกต่างเฉพาะบุคคล รวมถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุขและการส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก ภายใต้แนวคิด “อยู่ที่ไหนก็ใกล้หมอ” ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคและการสร้างเสริมสุขภาพมากกว่าการรักษาเมื่อเจ็บป่วย

“จากการประเมินโครงการส่งเสริมสุขภาพนักเรียนที่ผ่านมา พบว่าสถานการณ์สุขภาพของเด็กและเยาวชนมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งจากปัจจัยทางสังคม เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม การประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการร่วมกันพัฒนากลไกที่จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะด้านโภชนาการและกิจกรรมทางกาย เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีสุขภาวะที่ดีในทุกมิติ” นายชลำกล่าว


นายสมเกียรติ พิทักษ์กมลพร ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดทำ ‘ธรรมนูญสุขภาพสถานศึกษา’ ไม่ใช่เพียงการกำหนดกฎระเบียบภายในโรงเรียน แต่เป็นการสร้างพันธสัญญาร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง และชุมชนรอบข้าง เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทาง กติกา และทิศทางการจัดการสุขภาวะในสถานศึกษา ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมที่ทุกฝ่ายยอมรับและเป็นเจ้าของร่วมกัน

“แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Phuket Foresight 2030 ที่มุ่งพัฒนาภูเก็ตสู่ศูนย์กลางแห่งองค์ความรู้ควบคู่กับเป้าหมายการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ โดยธรรมนูญสุขภาพสถานศึกษาจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมทางกาย จิตใจ และสังคมที่เอื้อต่อพฤติกรรมสุขภาพที่ดี เริ่มต้นจากโรงเรียนนำร่องในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตและโรงเรียนเอกชน ก่อนขยายผลสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนในระดับจังหวัด” นายสมเกียรติกล่าว


ขณะที่นายเพิ่มเกียรติ เกษกุล นายกสมาคมการศึกษาเอกชน จ.ภูเก็ต และผู้บริหารโรงเรียนในเครือขจรเกียรติ กล่าวว่า การจัดทำธรรมนูญสุขภาพในสถานศึกษาถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะสุขภาวะหรือ Wellbeing ในเด็ก คือจุดสำคัญที่ UN กำหนดไว้ในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) อย่างชัดเจน โดยเรามุ่งเน้นใน 2 เรื่องหลัก คือ สุขภาวะทางกาย (Physical Wellbeing) และสุขภาวะทางจิต (Mental Wellbeing) การเริ่มทำธรรมนูญนี้จึงเปรียบเสมือนการกำหนดเข็มทิศและจุดเริ่มต้น เพื่อให้พวกเราเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง และร่วมกันส่งเสริมให้เด็กไทยรวมถึงเด็กภูเก็ต มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีสืบไป


ด้านนางสาวเขมธัชกานท์ สกุลกฤติธีนันท์ ผู้จัดการฝ่ายดำเนินธุรกิจ ศูนย์ทันตกรรมดิจิทัลสงขลานครินทร์ภูเก็ต กล่าวว่า เรามีความร่วมมือในการหนุนเสริมในเรื่องของกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมทางด้านภาควิชาการที่เรามีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทาง รวมไปถึงแนวทางการพัฒนาร่วมกับชุมชนที่จะหนุนเสริมในเรื่องของการส่งเสริมสุขภาพทางกาย สุขภาพทางใจ รวมไปถึงสุขภาพในเรื่องของทางด้านความคิดหรือการวางกระบวนการวางแผนต่างๆ ซึ่งมุ่งหวังที่จะเป็นโครงการต้นแบบหรือเป็นแกนนำที่จะร่วมสร้างให้เกิดภาพจำ รวมถึงโมเดลที่จะนำไปใช้ในโรงเรียนต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรมร่วมกับทาง สช.ด้วย


อย่างไรก็ตาม ในประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว มีตัวแทนครู-อาจารย์ และนักเรียน จากสถานศึกษาใน จ.ภูเก็ต เข้าร่วมจำนวน 11 แห่ง โดยทีมวิทยากรจาก สช. ได้ดำเนินกระบวนการนำชวนคิดชวนพูดคุยระดมความคิดเชิงปฏิบัติการ เพื่อร่วมกันจัดทำ "ธรรมนูญสุขภาพสถานศึกษา"ของแต่ละโรงเรียน ซึ่งในช่วงต้นมีการกำหนดกติการการร่วมกิจกรรม และการกำหนดโจทย์ให้ตัวแทนแต่ละโรงเรียน ได้สำรวจสถานการณ์ภายในและภายนอกโรงเรียน


ทั้งนี้ในช่วงท้ายของกิจกรรม ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดทำธรรมนูญโรงเรียน จากข้อมูลที่โรงเรียนทั้ง 11 แห่งได้นำเสนอ โดยกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างระเบียบโรงเรียนกับธรรมนูญโรงเรียนว่า ระเบียบโรงเรียนเป็นกฎหรือข้อบังคับที่โรงเรียนกำหนดขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนและบุคลากรถือปฏิบัติ ขณะที่ธรรมนูญโรงเรียนเป็นข้อตกลงร่วมกันที่เกิดจากกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จึงมีความแตกต่างในด้านการยอมรับและการนำไปปฏิบัติ


ซึ่งการประชุมในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้น เพื่อให้ทุกโรงเรียนได้กลับไปปฏิบัติการพัฒนาธรรมนูญสุขภาพสถานศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทของตนเอง ประกาศใช้ และนำไปสู่การปฏิบัติต่อให้เกิดผลต่อไป


ข่าว/ภาพ: อภิชาติ โสภาพงศ์ กส. และทีมงาน สช.ต.

 7 มิถุนายน 2569