เสียงอนาคตชุมชน ก้าวพ้นภัยพิบัติและมลพิษข้ามพรมแดน
5 มิถุนายน 2569
! Font Awesome Pro 6.0.0 by @fontawesome - https://fontawesome.com License - https://fontawesome.com/license (Commercial License) Copyright 2022 Fonticons, Inc.

4 มิถุนายน 2569 ณ เทศบาลตำบลแม่ยาว จังหวัดเชียงราย เครือข่ายภาคประชาสังคม นักวิชาการ และชุมชนผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาสารปนเปื้อนข้ามพรมแดนจากหลายลุ่มน้ำสำคัญของประเทศ กว่า 300 คน ร่วมส่งเสียงสะท้อนถึงรัฐบาลให้เร่งยกระดับการแก้ไขปัญหา ผ่านวงเสวนา “กำหนดอนาคตชุมชน ก้าวพ้นภัยพิบัติและมลพิษข้ามพรมแดน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม “เดินธรรมยาตราปกป้องแม่น้ำทั้ง 5 สาย” ซึ่ โดยนายบัณฑิต มั่นคง จากสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เป็นผู้ดำเนินรายการ


นายพีระ ประสงค์เวช จากเครือข่ายรักษ์แม่น้ำกระบุรี จังหวัดระนอง เปิดเผยว่า แม่น้ำกระบุรีเริ่มเผชิญสัญญาณความเสี่ยงในลักษณะเดียวกับแม่น้ำกก โดยเฉพาะบริเวณต้นน้ำที่พบความขุ่นของน้ำเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ แม้ผลตรวจคุณภาพน้ำยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษพบสารปนเปื้อนในกุ้งแม่น้ำกระบุรีแล้ว สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาสารพิษข้ามพรมแดนกำลังส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่มากกว่าที่สังคมรับรู้ พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส

“น้ำคือชีวิต ไม่มีน้ำ ไม่มีเรา ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา กรมควบคุมมลพิษตรวจพบว่ากุ้งแม่น้ำกระบุรีซึ่งเป็นกุ้งที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศ เริ่มมีสารปนเปื้อนแต่ยังไม่เกินค่ามาตรฐาน ” นายพีระกล่าว 


ด้านนายสะท้าน ชีววิชัยพงศ์ จากเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน จังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า แม่น้ำสาขาในพื้นที่ยังคงเป็นแม่น้ำเสรีที่ไม่ถูกปิดกั้นด้วยเขื่อน แต่กำลังเผชิญผลกระทบจากสารปนเปื้อนที่ส่งผลต่อระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหารของชุมชนริมน้ำ โดยหนึ่งในสัญญาณที่ชาวบ้านสังเกตเห็นคือ “วังกุ้ง” หรือแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำที่เคยอุดมสมบูรณ์เริ่มหายไป ขณะที่ความเชื่อมั่นในการบริโภคสัตว์น้ำจากธรรมชาติลดลงอย่างต่อเนื่อง

“เมื่อก่อนผมชอบกินปลาสาละวินมาก แต่ปัจจุบันถ้ากินจะรู้สึกไม่สบายใจ ตอนนี้วิถีชีวิตความมั่นคงทางอาหารมันไปหมดแล้ว เราไม่กล้ากิน กุ้งสารวินที่เคยได้กินทุกปีตอนนี้หายไปไหนไม่รู้ คนที่อยู่กลางน้ำอย่างพวกเราสังเกตว่าน้ำขุ่นตลอดทั้งปี ปีที่แล้วปลาตายเยอะมาก ส่วนที่มีคนบอกว่าปลาพอกินได้ แต่ให้กินเฉพาะตัว ห้ามกินหัวกินพุง ผมเองไม่กินเลย เพราะคนที่พูดว่ากินได้เขาก็ไม่ได้มากินกับเรา ” นายสะท้านกล่าว


ขณะที่นายปรัตถกร การเร็ว กำนันตำบลแม่ยาว และประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลแม่ยาว กล่าวว่า เหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในจังหวัดเชียงรายเมื่อปี 2567 ทำให้ชุมชนตื่นตัวต่อการจัดการภัยพิบัติและสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ มากขึ้น กระทั่งได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการปนเปื้อนของสารพิษในแม่น้ำ ซึ่งหากไม่มีการสื่อสารจากภาคประชาสังคม ประชาชนจำนวนมากอาจไม่รับรู้ถึงความเสี่ยงที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมกันนี้ ชุมชนแม่ยาวเตรียมจัดกิจกรรม “วิ่งเพื่อแม่น้ำกก” ในวันที่ 13 กันยายน 2569 เพื่อสื่อสารปัญหาและเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม


นางสาวศิริรัตน์ สันธิ ปลัดเทศบาลตำบลแม่ยาว กล่าวว่า ปัญหาสารพิษข้ามพรมแดนไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับเศรษฐกิจ สุขภาพ และความมั่นคงในการดำรงชีวิตของประชาชนปัจจุบันมีอย่างน้อย 6-7 หมู่บ้านในตำบลแม่ยาวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว แม้ท้องถิ่นจะพยายามแก้ไขด้วยการย้ายจุดรับน้ำและหาแหล่งน้ำที่ปลอดภัยมากขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณ กฎหมาย และการใช้พื้นที่ ซึ่งบางส่วนอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ

“การใช้อำนาจรัฐในระดับที่สูงขึ้นจะช่วยอำนวยความสะดวกและทำให้การแก้ปัญหาเกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ภัยที่เราเจออยู่ตอนนี้เป็นภัยความมั่นคงแบบองค์รวม ทั้งความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจ ” นางศิริรัตน์กล่าว


ผศ.ดร.ว่าน วิริยา อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยผลการติดตามสถานการณ์คุณภาพน้ำในแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี พบการปนเปื้อนของสารพิษในตะกอนดิน สัตว์น้ำ และสัตว์หน้าดินทุกพื้นที่ที่มีการตรวจสอบ แม้ว่าหลายจุดยังไม่เกินค่ามาตรฐาน แต่การสะสมของสารพิษในระบบนิเวศถือเป็นสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด พร้อมเปิดเผยว่าทีมวิจัยได้พัฒนาแพลตฟอร์ม “Water Room” เพื่อเป็นฐานข้อมูลกลางสำหรับรวบรวมผลตรวจคุณภาพน้ำจากพื้นที่ต่าง ๆ และเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้อย่างต่อเนื่อง


จากเวทีเสวนาดังกล่าว ได้สรุปข้อเสนอร่วมต่อรัฐบาล โดยเรียกร้องให้มีการตรวจคุณภาพน้ำและสารปนเปื้อนอย่างต่อเนื่องทุก 1-2 เดือน พร้อมเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ตรวจสารพิษสะสมในร่างกายประชาชน จัดหาแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคทดแทนในพื้นที่เสี่ยง และกำหนดมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม


ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้ยกระดับปัญหาสารพิษข้ามพรมแดนเป็นวาระแห่งชาติ ผลักดันความร่วมมือระดับอาเซียน และเร่งดำเนินมาตรการจัดการต้นตอของปัญหา โดยเฉพาะกิจกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญ และให้รัฐบาลแสดงความจริงจังในการแก้ไขปัญหาที่กำลังส่งผลกระทบต่อแม่น้ำสายสำคัญของประเทศและคุณภาพชีวิตของผู้คนในหลายจังหวัดอย่างต่อเนื่อง