ดันระบบสุขภาพเท่าเทียม! ภาคีสุขภาพ–เครือข่ายความหลากหลายทางเพศ ถกอนาคตบริการยืนยันเพศสภาพ หลัง “ฮอร์โมนข้ามเพศ” เข้าสิทธิบัตรทอง4 มิถุนายน 2569
ภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพและความหลากหลายทางเพศ ร่วมแลกเปลี่ยนข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพสำหรับคนข้ามเพศให้เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม หลังประเทศไทยเดินหน้าบรรจุ “บริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ” เป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง 30 บาท พร้อมขับเคลื่อนสังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เวทีเสวนาเชิงนโยบายหัวข้อ “ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ากับการยืนยันเพศสภาพที่เท่าเทียม” จัดขึ้นโดยบางกอกไพรด์ ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และภาคีเครือข่ายจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และเครือข่ายผู้มีความหลากหลายทางเพศ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ณ สยามพารากอน เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาระบบสุขภาพที่เคารพความหลากหลายและสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการ
สปสช. ชูแนวคิด
“ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” พัฒนาระบบบริการตอบโจทย์คนข้ามเพศ
ดร.นงลักษณ์ ยอดมงคล ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ความเท่าเทียมทางสุขภาพไม่ได้หมายถึงเพียงการมีสิทธิรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่ต้องครอบคลุมถึงการพัฒนาระบบบริการที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะของประชาชนแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะคนข้ามเพศที่ต้องการบริการสุขภาพที่เหมาะสม ปลอดภัย และมีคุณภาพ

ผลจากความร่วมมือระหว่าง
สปสช. ภาคประชาชน และเครือข่ายคนข้ามเพศ ทำให้ในเดือนกรกฎาคม 2568 คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
มีมติเห็นชอบให้ “บริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ”
เป็นหนึ่งในสิทธิประโยชน์ของระบบบัตรทอง พร้อมกำหนดให้มีการดูแลโดยทีมสหวิชาชีพ
เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับการดูแลอย่างรอบด้านและปลอดภัย
นอกจากนี้
ยังมีการสนับสนุนให้เครือข่ายภาคประชาชนและกลุ่มคนข้ามเพศเข้ามามีบทบาทในระบบบริการสุขภาพในรูปแบบ
“หน่วยบริการรับส่งต่อเฉพาะด้าน” ตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545
ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการและลดช่องว่างด้านสุขภาพของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ
“การพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพที่เท่าเทียม ต้องครอบคลุมทั้งสุขภาวะทางเพศ สุขภาพจิต และการสนับสนุนบทบาทของภาคประชาชนในการให้คำปรึกษาและดูแลผู้มีความหลากหลายทางเพศ เพื่อให้บริการตอบสนองต่อความต้องการของผู้รับบริการได้อย่างแท้จริง” ดร.นงลักษณ์ กล่าว
ยกระดับมาตรฐานบริการ
สู่การดูแลที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
คุณกฤติมา
สมิธพล นักวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า
ระบบสุขภาพในปัจจุบันให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิมนุษยชน
และการมีส่วนร่วมของผู้รับบริการมากขึ้น สอดคล้องกับแนวคิดขององค์การอนามัยโลกที่เน้นการดูแลสุขภาพอย่างเคารพในความหลากหลายของมนุษย์
นโยบายการบรรจุบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้ฮอร์โมนด้วยตนเอง
แต่ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญให้หน่วยงานต่าง ๆ
พัฒนาแนวทางการดูแลที่เหมาะสมกับคนข้ามเพศมากยิ่งขึ้น
ปัจจุบัน
กรมอนามัยอยู่ระหว่างจัดทำแนวทางการดูแลและพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์เพื่อขยายบริการสู่ภูมิภาค
ขณะที่กรมราชทัณฑ์กำลังพัฒนาระบบดูแลสุขภาพสำหรับคนข้ามเพศในเรือนจำ
สะท้อนถึงความก้าวหน้าในการออกแบบบริการที่คำนึงถึงความหลากหลายทางเพศอย่างเป็นรูปธรรม
คุณกฤติมาระบุว่า หลายประเทศให้ความสนใจศึกษานโยบายดังกล่าวของไทยในฐานะต้นแบบการสร้างความเท่าเทียมทางสุขภาพ ขณะที่ประเทศไทยเองมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ด้านการดูแลเพื่อการข้ามเพศในระดับภูมิภาค โดยความท้าทายในระยะต่อไปคือการผลักดันให้ประเด็นนี้เป็นวาระแห่งชาติ ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจและลดอคติทางสังคม เพื่อพัฒนาให้เป็นทั้งนโยบายสุขภาพที่ยั่งยืนและ Soft Power ของประเทศ
ลดการใช้ฮอร์โมนเอง
เพิ่มความปลอดภัยในการเข้าถึงบริการ
นพ.ศรัณย์
วรรณจำรัส โรงพยาบาลวรรณสิริ กล่าวว่า
ความก้าวหน้าในการดูแลสุขภาพคนข้ามเพศของประเทศไทยเกิดจากความร่วมมือระหว่างภาคประชาชนและภาครัฐ
โดยเฉพาะการผลักดันของ สปสช.
ที่ทำให้บริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
นโยบายดังกล่าวช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการที่ถูกต้องและปลอดภัยมากขึ้น
ลดความเสี่ยงจากการใช้ฮอร์โมนโดยไม่มีการดูแลจากแพทย์
และมีทีมบุคลากรทางการแพทย์คอยให้คำปรึกษาตลอดกระบวนการรักษา
ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการสร้างความเท่าเทียมทางสุขภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ
พร้อมกันนี้ยังสะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่ตอบสนองความต้องการของผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางด้านความหลากหลายทางเพศและการดูแลสุขภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลภายในปี 2030
ภาคประชาสังคมเดินหน้าผลักดัน
“ธรรมนูญสุขภาพคนข้ามเพศ”
ด้านคุณรดี
แต้สมบัติ ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า
ภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงคนข้ามเพศให้เข้าถึงบริการสุขภาพและคลินิกเฉพาะทางในกว่า
30 จังหวัดทั่วประเทศ
รวมถึงนำประสบการณ์ตรงของผู้รับบริการมาสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย
“การเข้าถึงบริการสุขภาพของคนข้ามเพศไม่ใช่สิทธิพิเศษ
แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนควรได้รับอย่างเสมอภาค” คุณรดี
กล่าวทิ้งท้าย
การบรรจุบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพเข้าสู่ระบบบัตรทอง ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของระบบสุขภาพไทยที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการสุขภาพ สะท้อนการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และคำนึงถึงความหลากหลายของผู้คนในสังคมอย่างแท้จริง

ก่อนหน้านี้เมื่อเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ซึ่งตรงกับวันสากลแห่งการตระหนักถึงตัวตนของคนข้ามเพศ ทางสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม 47 องค์กร ประกาศใช้ “ธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศ” ฉบับแรกของไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสิทธิความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข สังคม และเศรษฐกิจ
ข้อมูลและภาพจาก: The Coverage
https://www.thecoverage.info/news/content/11461

