รู้จัก “นิมบัส” NB.1.8.1 โควิด-19 สายพันธุ์ใหม่แพร่เร็ว เจ็บคอรุนแรงคล้ายมีดโกนบาด แต่ยังไม่พบความรุนแรงเพิ่ม4 มิถุนายน 2569
สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของสายพันธุ์ย่อยใหม่ NB.1.8.1 หรือ “นิมบัส” (Nimbus) ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลก หลังองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้เป็น “สายพันธุ์ที่ต้องจับตามอง” (Variant Under Monitoring: VUM) เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2568
NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์ย่อยในตระกูลโอมิครอน พัฒนามาจากสายพันธุ์ผสม XDV.1.5.1 และมีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม JN.1 โดยถูกตรวจพบครั้งแรกในเดือนมกราคม 2568 ก่อนจะแพร่กระจายไปหลายประเทศอย่างรวดเร็ว
แพร่เชื้อได้ดีขึ้นจากการกลายพันธุ์หลายตำแหน่ง
จุดเด่นของสายพันธุ์ NB.1.8.1 คือการเกิดการกลายพันธุ์เพิ่มเติมบริเวณโปรตีนหนาม (Spike Protein) ถึง 7 ตำแหน่ง เมื่อเทียบกับสายพันธุ์ JN.1 โดยเฉพาะตำแหน่ง V445H และ T478I ซึ่งช่วยให้ไวรัสสามารถจับกับเซลล์มนุษย์ได้แน่นขึ้น และหลบหลีกภูมิคุ้มกันบางส่วนได้ดีขึ้น ส่งผลให้มีศักยภาพในการแพร่กระจายสูงกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขในยุโรปและการติดตามทั่วโลกยังไม่พบหลักฐานว่า NB.1.8.1 ก่อให้เกิดอาการรุนแรงมากกว่าสายพันธุ์โอมิครอนที่ระบาดก่อนหน้านี้
ภาพจาก: medpagetoday
อาการเด่น “เจ็บคอเหมือนมีดโกนบาด”
แม้ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง แต่ลักษณะที่ได้รับรายงานบ่อยในผู้ป่วยสายพันธุ์นิมบัส คืออาการเจ็บคออย่างรุนแรง หรือที่เรียกว่า “Razor-blade throat” ซึ่งผู้ป่วยหลายรายเปรียบเทียบความรู้สึกว่าเหมือนถูกใบมีดโกนบาดภายในลำคอ
อาการที่พบร่วมได้ ได้แก่
- มีไข้
- ไอแห้ง
- อ่อนเพลีย
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
- คัดจมูกหรือมีน้ำมูก
- ระคายเคืองคอ
ขณะที่อาการสูญเสียการรับรสและการรับกลิ่น ซึ่งเคยเป็นอาการเด่นของโควิด-19 ในช่วงแรกของการระบาด พบได้น้อยลงอย่างมากในสายพันธุ์นี้

ภาพจาก: สำนักข่าวอนาโดลู
กลุ่มเสี่ยงยังต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
แม้ข้อมูลล่าสุดในประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อจำนวนมากอยู่ในกลุ่มวัยทำงานอายุ 20-35 ปี แต่กลุ่มเปราะบางยังคงมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนและอาการรุนแรง ได้แก่
- ผู้สูงอายุ
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือโรคประจำตัว
- เด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป
- สตรีมีครรภ์
โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโควิด-19 สูงกว่าประชากรทั่วไปหลายเท่า การได้รับวัคซีนระหว่างตั้งครรภ์ยังช่วยส่งผ่านภูมิคุ้มกันไปยังทารก และช่วยป้องกันโรคในช่วง 6 เดือนแรกหลังคลอดได้อีกด้วย
ATK ยังใช้ตรวจได้ผล
แม้ไวรัสจะมีการกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง แต่ชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) ยังคงสามารถใช้คัดกรองเบื้องต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้ที่มีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หรือมีน้ำมูก ควรตรวจ ATK ทันที หากผลเป็นบวก โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์เพื่อพิจารณาแนวทางรักษาที่เหมาะสม
ขณะเดียวกัน หน่วยงานด้านสาธารณสุขยังคงใช้การถอดรหัสพันธุกรรมของเชื้อ (Genome Sequencing) เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์อย่างใกล้ชิด
ยาต้านไวรัสยังคงมีประสิทธิภาพ
ข้อมูลปัจจุบันระบุว่า ยาต้านไวรัสที่ใช้รักษาโควิด-19 เช่น Paxlovid (Nirmatrelvir/Ritonavir) และ Remdesivir ยังสามารถใช้รักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์ NB.1.8.1 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จนถึงขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานการดื้อยาที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในสายพันธุ์ดังกล่าว
วัคซีนยังเป็นเกราะป้องกันสำคัญ
ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขย้ำว่า วัคซีนยังคงมีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรง การเข้ารักษาในโรงพยาบาล และการเสียชีวิต
แม้ว่าภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีนหรือการติดเชื้อตามธรรมชาติจะลดลงตามเวลา แต่ผลการศึกษาพบว่าวัคซีนรุ่นใหม่ที่พัฒนาตามสายพันธุ์ JN.1 หรือ KP.2 ยังสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อ NB.1.8.1 ได้ดี
กลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้มีโรคประจำตัว และหญิงตั้งครรภ์ ควรได้รับวัคซีนกระตุ้นตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์

ป้องกันตนเองอย่างไรในช่วงที่สายพันธุ์นิมบัสแพร่ระบาด
แม้โควิด-19 จะกลายเป็นโรคประจำถิ่นในหลายประเทศ แต่การป้องกันตนเองยังคงมีความสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของสายพันธุ์ที่แพร่กระจายได้ง่าย
คำแนะนำสำคัญ ได้แก่
- สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในพื้นที่แออัดหรืออากาศถ่ายเทไม่สะดวก
- ล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์เป็นประจำ
- เปิดประตูหน้าต่างหรือเพิ่มการระบายอากาศภายในอาคาร
- หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้มีอาการป่วยทางเดินหายใจ
- หากมีอาการป่วย ควรพักรักษาตัวและหลีกเลี่ยงการเดินทางหรือพบปะผู้อื่น
แม้สายพันธุ์ “นิมบัส” จะมีความสามารถในการแพร่เชื้อสูงขึ้น แต่ข้อมูลทางวิชาการในปัจจุบันยังไม่พบว่าก่อให้เกิดอาการรุนแรงมากกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้า การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันพื้นฐาน การตรวจคัดกรองเมื่อมีอาการ และการได้รับวัคซีนตามคำแนะนำ ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเสี่ยงและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่มวัย

ภาพจาก: กรมควบคุมโรค
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.69 นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ติดตามสถานการณ์โรคโควิด 19 และการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) การเฝ้าระวังเหตุการณ์ และการเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการ โดยข้อมูลปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณที่บ่งชี้ว่าสายพันธุ์ NB.1.8.1 ก่อให้เกิดความรุนแรงของโรคแตกต่างจากสายพันธุ์ที่เคยระบาดก่อนหน้านี้
"ระบบเฝ้าระวังของประเทศไทยยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการติดตามจำนวนผู้ป่วยการเฝ้าระวังเหตุการณ์การระบาดเป็นกลุ่มก้อน และการเฝ้าระวังสายพันธุ์เชื้อไวรัส เพื่อให้สามารถประเมินสถานการณ์และตอบสนองต่อความเสี่ยงทางสาธารณสุขได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม" อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว
ข้อมูลจาก: กองระบาดวิทยา/สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค และโรงพยาบาลรามคำแหง
https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=57324&deptcode=brc
https://www.ram-hosp.co.th/th/aboutus


