“อสม. คือทัพหน้าที่ต้องเปลี่ยนความเชื่อ” กับภารกิจหยุดพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีในอีสาน
หากพูดถึงบุคลากรด่านหน้าที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุดในระบบสุขภาพชุมชน คงไม่มีใครปฏิเสธบทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งยังคงเผชิญความท้าทายจากปัญหา “พยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี” โรคร้ายที่คร่าชีวิตคนไทยจำนวนมากในแต่ละปี
คุณวิลัยวัลย์ ธงสันเทียะ ประธานชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้ทำงานอาสาสมัครด้านสุขภาพมานานกว่า 23 ปี สะท้อนมุมมองจากประสบการณ์ตรงว่า การแก้ปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับไม่ใช่เพียงเรื่องของการรักษา แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและความเชื่อที่ฝังรากลึกในวิถีชีวิตของผู้คน

จากวิกฤตเศรษฐกิจ สู่เส้นทางจิตอาสา
คุณวิลัยวัลย์เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นว่า เดิมเธอจบการศึกษาด้านศิลปศาสตร์และทำงานในภาคเอกชน กระทั่งวิกฤตเศรษฐกิจปี 2544 ทำให้ตัดสินใจกลับบ้านเกิดที่อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา
“ตอนนั้นเพื่อนที่เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลชวนมาทำงานจิตอาสา เราก็เริ่มต้นจากตรงนั้น และอยู่กับงาน อสม. มาจนถึงวันนี้กว่า 23 ปีแล้ว”
ตลอดระยะเวลาการทำงาน เธอทำหน้าที่ทั้งในระดับชุมชน ระดับจังหวัด และระดับภาค จนได้รับความไว้วางใจให้เป็นประธาน อสม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดูแลเครือข่าย อสม. ครอบคลุม 20 จังหวัด พร้อมได้รับรางวัล “ชัยนาทนเรนธร” ประจำปี 2567 ซึ่งถือเป็นเกียรติสูงสุดของผู้ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุข
อสม. ต้องเป็นทั้ง “นางเอก” และ “นางร้าย”
สำหรับหลายคน อสม. คือผู้ให้ความช่วยเหลือและคำแนะนำด้านสุขภาพ แต่ในมุมของคุณวิลัยวัลย์ บทบาทนี้มีความซับซ้อนมากกว่านั้น
“บางครั้งชาวบ้านมองเราเป็นนางเอก เพราะเราเข้าไปช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ หรือประสานงานเรื่องการรักษา แต่บางครั้งก็กลายเป็นนางร้ายทันที เมื่อเราไปบอกให้เขาตรวจสุขภาพ หรือเตือนว่าเขามีพฤติกรรมเสี่ยง”
เธออธิบายว่า การทำงานด้านสุขภาพชุมชนจำเป็นต้องอาศัยความอดทน เพราะการเข้าไปแตะต้องพฤติกรรมส่วนตัวของประชาชนมักถูกต่อต้านในช่วงแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไปและประชาชนเห็นผลลัพธ์ที่ดี ความเชื่อมั่นก็จะค่อย ๆ เกิดขึ้น
“หน้าที่ของ อสม. คือแก้ข่าวร้าย กระจายข่าวดี ชี้บริการ ประสานงานสาธารณสุข บำบัดทุกข์ประชาชน และดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดี เราต้องยึดหลักนี้ตลอดเวลา”

พยาธิใบไม้ตับ: ภัยเงียบที่เริ่มต้นจากพฤติกรรมการกิน
คุณวิลัยวัลย์ยอมรับว่า ปัญหาพยาธิใบไม้ตับยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ของภาคอีสาน เพราะเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมการบริโภคที่สืบทอดกันมายาวนาน
“อาหารบางอย่างเป็นของโปรดของคนอีสาน ไม่ว่าจะเป็นก้อยปลา ส้มตำใส่ปลาร้าดิบ หรือเมนูที่ใช้ปลาน้ำจืดแบบไม่ผ่านความร้อน หลายคนรู้ว่ามีความเสี่ยง แต่ก็ยังเลือกกิน เพราะเป็นรสชาติที่คุ้นเคย”
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ความเชื่อที่ว่าการกินยาถ่ายพยาธิสามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด ทำให้หลายคนไม่ตระหนักว่าการติดเชื้อซ้ำ ๆ เป็นเวลานานอาจนำไปสู่การอักเสบเรื้อรังของท่อน้ำดี และพัฒนาเป็นมะเร็งท่อน้ำดีในที่สุด
“มะเร็งท่อน้ำดีเป็นโรคที่น่ากลัว เพราะส่วนใหญ่กว่าจะรู้ตัวก็เข้าสู่ระยะลุกลามแล้ว การป้องกันจึงสำคัญกว่าการรักษา”
นวัตกรรม OV-ATK ช่วยให้การคัดกรองเข้าถึงประชาชนมากขึ้น
หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การทำงานของ อสม. มีประสิทธิภาพมากขึ้น คือ ชุดตรวจพยาธิใบไม้ตับจากปัสสาวะ หรือ OV-ATK
คุณวิลัยวัลย์มองว่า นวัตกรรมดังกล่าวช่วยลดอุปสรรคในการคัดกรองได้อย่างมาก เมื่อเทียบกับอดีตที่ต้องเก็บตัวอย่างอุจจาระ ซึ่งหลายคนรู้สึกไม่สะดวกและไม่กล้าเข้ารับการตรวจ
“ตอนนี้ใช้ปัสสาวะตรวจได้เลย ทำให้ประชาชนเข้าถึงการคัดกรองง่ายขึ้น อสม. ก็ทำงานสะดวกขึ้นด้วย ประชาชนสามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันและรับชุดตรวจจากร้านยาที่เข้าร่วมโครงการได้”
เธอเชื่อว่า หากสามารถขยายการเข้าถึงการตรวจคัดกรองควบคู่กับการให้ความรู้เรื่องพฤติกรรมเสี่ยง จะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ได้อย่างมีนัยสำคัญ
พลังชุมชนคือหัวใจของการแก้ปัญหา
แม้ อสม. จะเป็นกำลังสำคัญในพื้นที่ แต่คุณวิลัยวัลย์ย้ำว่า การแก้ปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีไม่สามารถทำได้โดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
“อสม. เป็นทัพหน้า แต่ต้องมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเป็นพี่เลี้ยง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ ทุกฝ่ายต้องทำงานร่วมกัน”
เธอยกตัวอย่างความสำเร็จของโครงการต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ที่ใช้กลไกชุมชนและความร่วมมือของทุกภาคส่วนเป็นแรงขับเคลื่อน จนสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม
“เมื่อชุมชนลุกขึ้นมาดูแลตัวเอง ทุกคนจะรู้สึกเป็นเจ้าของปัญหา และช่วยกันหาทางแก้ไขอย่างจริงจัง”
ฝากถึงเพื่อน อสม. ทั่วประเทศ
ในฐานะผู้นำเครือข่าย อสม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คุณวิลัยวัลย์ฝากกำลังใจถึงเพื่อน อสม. ทั่วประเทศว่า การทำงานด้านสุขภาพชุมชนอาจต้องเผชิญทั้งแรงกดดัน เสียงวิจารณ์ และความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของสังคม แต่สิ่งสำคัญคือการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
“ขอให้มองเป้าหมายคือประชาชนเป็นหลัก อาจมีแรงกระแทกจากโซเชียลหรือคำวิจารณ์บ้าง แต่ถ้าเรายังมุ่งมั่นทำให้คนในชุมชนมีสุขภาพที่ดีขึ้น งานของเราก็มีคุณค่าเสมอ”
สำหรับเธอแล้ว การต่อสู้กับพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีไม่ใช่เพียงภารกิจของระบบสาธารณสุข แต่เป็นภารกิจของทั้งชุมชน ที่ต้องร่วมกันเปลี่ยนพฤติกรรม ลดปัจจัยเสี่ยง และสร้างอนาคตที่ปลอดภัยทางสุขภาพให้กับคนอีสานรุ่นต่อไป

