จากนโยบายสู่การเปลี่ยนพฤติกรรม: ภารกิจขจัด “ภัยเงียบ” พยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี

! Font Awesome Pro 6.0.0 by @fontawesome - https://fontawesome.com License - https://fontawesome.com/license (Commercial License) Copyright 2022 Fonticons, Inc.

แม้ประเทศไทยจะพัฒนาระบบสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีโรคร้ายบางชนิดที่แฝงตัวอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คนมายาวนาน โดยเฉพาะ “พยาธิใบไม้ตับ” และ “มะเร็งท่อน้ำดี” ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญที่พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือของประเทศ

คุณจารึก ไชยรักษ์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) และผู้อำนวยการสำนักนโยบายสาธารณะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สชอ.) ถึงเบื้องหลังการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะตลอดกว่า 10 ปี ที่ช่วยเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของโรคจากระดับประเทศสู่ระดับชุมชน พร้อมเปิดมุมมองว่าการแก้ปัญหานี้ไม่ได้อาศัยเพียงการรักษา แต่ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน


วิกฤตเงียบที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

คุณจารึก เริ่มต้นด้วยการสะท้อนภาพสถานการณ์ที่น่ากังวลว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยสะสมโรคมะเร็งท่อน้ำดีเกือบ 200,000 ราย และมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 23,000 ราย ถือเป็นอัตราที่สูงที่สุดในโลก

“สิ่งที่น่ากลัวคือโรคนี้ไม่แสดงอาการทันที ผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับอาจใช้เวลานานถึง 20-30 ปี กว่าความเสียหายจะสะสมจนพัฒนาเป็นมะเร็งท่อน้ำดี เมื่อรู้ตัวอีกครั้งก็มักอยู่ในระยะท้ายแล้ว” คุณจารึกกล่าว

ด้วยลักษณะดังกล่าว ทำให้พยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีถูกเรียกว่า “ภัยเงียบ” ที่ค่อย ๆ กัดกร่อนสุขภาพของประชาชนโดยที่หลายคนไม่รู้ตัว


จุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ

เมื่อถามถึงแนวทางการแก้ปัญหา คุณจารึกเล่าย้อนกลับไปว่า สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และภาคีเครือข่าย ได้ผลักดันประเด็นนี้อย่างจริงจังมานานกว่าทศวรรษ

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2557 เมื่อมีการผลักดันให้เกิดมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เรื่องการแก้ไขปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ก่อนจะได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีในปี 2558

“มติสมัชชาสุขภาพฯ เปรียบเสมือนพันธสัญญาระดับชาติที่ทำให้ทุกภาคส่วนเห็นเป้าหมายร่วมกัน ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถขับเคลื่อนงานไปในทิศทางเดียวกัน” เขาอธิบาย

ภายใต้กรอบนโยบายดังกล่าว มีข้อเสนอสำคัญ 8 ด้าน ครอบคลุมตั้งแต่การเชื่อมโยงกองทุนสุขภาพระดับท้องถิ่น การพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ในโรงเรียน การจัดการสิ่งปฏิกูล การวิจัยสร้างองค์ความรู้ใหม่ ไปจนถึงการสื่อสารสาธารณะเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในวงกว้าง


นวัตกรรมตรวจปัสสาวะ พลิกเกมการคัดกรอง

หนึ่งในความสำเร็จที่เห็นผลชัดเจน คือการลดอัตราการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับลงอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 16.27 ในปี 2559 เหลือเพียงร้อยละ 3.38 ในปี 2566

คุณจารึกระบุว่า ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการบูรณาการงานระหว่างภาคนโยบายและภาควิชาการ โดยเฉพาะการพัฒนานวัตกรรมการตรวจคัดกรองของสถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น

“เดิมทีการตรวจต้องเก็บตัวอย่างอุจจาระ ทำให้คนจำนวนไม่น้อยไม่สะดวกเข้ารับการตรวจ แต่เมื่อมีชุดตรวจปัสสาวะ การเข้าถึงประชาชนก็ง่ายขึ้นมาก”

คุณจารึกกล่าวว่า ปัจจุบันสามารถคัดกรองประชาชนกลุ่มเสี่ยงได้แล้วเกือบ 1 ล้านคน ทำให้ค้นหาผู้ติดเชื้อได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และให้การรักษาได้ทันท่วงที

“เมื่อเราพบพยาธิเร็ว ก็สามารถให้ยารักษาได้ทันที เป็นการตัดวงจรการเกิดโรค ไม่ปล่อยให้พัฒนาไปสู่มะเร็งท่อน้ำดีในอนาคต”


สกลนคร: ตัวอย่างการแก้ปัญหาจากฐานชุมชน

ระหว่างการสัมภาษณ์ คุณจารึกกำลังลงพื้นที่จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบที่นำกระบวนการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพและสังคม  มาใช้เป็นเครื่องมือทำงานร่วมกับชุมชน โดยบทบาทของ สช. ในพื้นที่ไม่ใช่การสั่งการ แต่เป็นการทำหน้าที่ “ผู้อำนวยความสะดวก” เชิญชวนผู้นำชุมชน หน่วยงานท้องถิ่น และภาคประชาชนมาร่วมกันวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงในพื้นที่ของตนเองผลการทำงานพบข้อมูลสำคัญหลายประเด็น เช่น บางชุมชนตั้งอยู่ใกล้แหล่งน้ำธรรมชาติที่มีปลาเกล็ดขาวซึ่งเป็นพาหะของพยาธิ ขณะที่บางพื้นที่มีร้านจำหน่ายอาหารพื้นบ้านจำนวนมากที่ใช้ปลาร้าหมักไม่ถึงระยะเวลาที่ปลอดภัย

“เมื่อชุมชนได้เห็นข้อมูลของตัวเอง ก็จะมองเห็นทางออกของตัวเองด้วย”

จากกระบวนการดังกล่าว หลายพื้นที่จึงร่วมกันจัดทำ “ธรรมนูญชุมชน” หรือข้อตกลงร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เช่น การจัดการสิ่งปฏิกูลเพื่อตัดวงจรชีวิตของพยาธิ และการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของร้านอาหารในชุมชน


เปลี่ยนพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ ด้วยภาษาที่พวกเขาเข้าใจ

แม้การรักษาและการคัดกรองจะมีความสำคัญ แต่คุณจารึกยอมรับว่า ความท้าทายที่สุดคือการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคที่ฝังรากอยู่ในวัฒนธรรมการกินของคนไทยบางพื้นที่

“ถ้าเราอยากแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มจากเด็กและเยาวชน”

ปัจจุบันมีโรงเรียนมากกว่า 8,000 แห่ง นำเนื้อหาเกี่ยวกับพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีบรรจุเข้าสู่การเรียนการสอน ขณะเดียวกัน สช. ยังสนับสนุนการจัดกิจกรรม Hackathon เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนร่วมออกแบบการสื่อสารสุขภาพด้วยตัวเอง

หนึ่งในผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ คือ “บอร์ดเกม” จากนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่นำเรื่องการป้องกันโรคมาพัฒนาเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่สนุก เข้าใจง่าย และเข้าถึงคนรุ่นใหม่

“เราไม่สามารถใช้วิธีสื่อสารแบบเดิมกับคนรุ่นใหม่ได้อีกต่อไป เด็ก ๆ ต้องมีส่วนร่วมในการคิดและสร้างสรรค์สื่อของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นบอร์ดเกม ละคร หรือสื่อรูปแบบใหม่ ๆ ที่ช่วยให้เขาเข้าใจความเสี่ยงของการกินอาหารดิบได้จริง”

3 แนวทางง่าย ๆ ป้องกันมะเร็งท่อน้ำดีในอนาคต

คุณจารึกฝากข้อแนะนำสำคัญถึงประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ว่าการป้องกันโรคสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้

ประการแรก คือ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน หลีกเลี่ยงอาหารดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ และเลือกบริโภคอาหารที่ผ่านการปรุงสุกอย่างทั่วถึง

ประการที่สอง คือ ร่วมกันดูแลสภาพแวดล้อมของชุมชน ทั้งการจัดการสิ่งปฏิกูลอย่างถูกสุขลักษณะ และการส่งเสริมให้ร้านอาหารใช้ปลาร้าที่ผ่านการหมักหรือผ่านความร้อนอย่างเพียงพอ

ประการสุดท้าย คือ เข้าสู่ระบบตรวจคัดกรอง โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีประวัติรับประทานปลาน้ำจืดดิบหรืออาหารเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองผ่านชุดตรวจปัสสาวะ เพื่อค้นหาและรักษาการติดเชื้อได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

“ถ้าเราป้องกันวันนี้ เราอาจไม่ต้องเป็นผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีในอีก 20-30 ปีข้างหน้า”

คำพูดสั้น ๆ ของคุณจารึกสะท้อนให้เห็นว่า การแก้ปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีไม่ใช่ภารกิจของบุคลากรสาธารณสุขเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นความร่วมมือของทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ท้องถิ่น โรงเรียน และประชาชนในชุมชน

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะของ สช. ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เมื่อพลังนโยบายถูกเชื่อมเข้ากับพลังชุมชนและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้คน การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการลดภาระโรคที่เรื้อรังมายาวนานก็สามารถเกิดขึ้นได้จริง

 2 มิถุนายน 2569