Health Station Talk EP.61: บทบาท สช.กับการขับเคลื่อนแก้ปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี จากนโยบายสู่การเปลี่ยนแปลงในพื้นที่

! Font Awesome Pro 6.0.0 by @fontawesome - https://fontawesome.com License - https://fontawesome.com/license (Commercial License) Copyright 2022 Fonticons, Inc.

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หรือ สช. เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่สำคัญในการต่อสู่กับปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี มาอย่างยาวนานมากกว่า 10 ปี ซึ่งได้ขับเคลื่อนแก้ปัญหานี้ร่วมกับภาคีเครือข่ายโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน อันเป็นสมรภูมิที่ยังต่อกรกันอย่างไม่สิ้นสุด




Health Station Talk EP.61 ขอนำไปพบกับ คุณจารึก ชยรักษ์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) และผู้อำนวยการสำนักนโยบายสาธารณะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สช.อ.) ที่จะมาถ่ายทอดเนื้อหาเกี่ยวกับการขับเคลื่อนของ สช. ในการแก้ไขปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีไว้อย่างน่าสนใจ


ภัยเงียบที่คุกคามสุขภาวะคนไทย

คุณจารึก หรือ “พี่จา” เริ่มเปิดประเด็นเกี่ยวกับปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี (OVCCA) เปรียบเสมือน ภัยเงียบ” ที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน โดยข้อมูลปัจจุบันพบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยสะสมเกือบ 200,000 ราย ซึ่งถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดในโลก และยังมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงปีละ 23,000 ราย ปัญหานี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อสุขภาพ แต่ยังส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและสังคมจากค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาที่สูงมาก

"เรื่องนี้เปรียบเสมือนภัยเงียบชนิดหนึ่ง... มันค่อย ๆ กัดกินสุขภาพคนไทยไปเรื่อย ๆ ถ้าเราไม่ช่วยกันแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ในอนาคตจะมีเรื่องต่าง ๆ ตามมามากมาย ทั้งค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพและปัญหาสังคม" คุณจารึก กล่าว




จากมติสมัชชาสุขภาพสู่นโยบายระดับชาติ

“พี่จา” ได้เล่าต่อไปว่า สช. และภาคีเครือข่ายได้ขับเคลื่อนประเด็นนี้อย่างเข้มข้นมานานกว่า 10 ปี โดยเริ่มต้นจากการเป็นมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ ในปี 2557 และได้รับการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีในปี 2558 โดยนโยบายนี้เน้นการทำงานหลายด้าน เช่น การเชื่อมต่อกองทุนสุขภาพระดับท้องถิ่น,การสร้างหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียนการจัดการระบบสิ่งปฏิกูลของท้องถิ่นการศึกษาวิจัย และการสื่อสารสาธารณะ

ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมอย่างหนึ่งคือการที่กระทรวงสาธารณสุขจัดทำยุทธศาสตร์ทศวรรษกำจัดพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี (พ.ศ. 2559-2568) รวมถึงการร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยในการกำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่เสี่ยง (20 จังหวัดภาคอีสาน) ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นระบบ


นวัตกรรมและการตรวจคัดกรอง: กุญแจสำคัญสู่การลดอัตราติดเชื้อ

สำหรับในด้านวิชาการ สถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้พัฒนา ชุดตรวจพยาธิใบไม้ตับในปัสสาวะ” ซึ่งช่วยให้การคัดกรองทำได้ง่ายและเข้าถึงกลุ่มเสี่ยงได้กว้างขวางกว่าเดิมเมื่อเทียบกับการตรวจอุจจาระในอดีต เมื่อตรวจพบเชื้อเร็วและได้รับยารักษาทันท่วงที ก็จะสามารถตัดวงจรที่จะพัฒนากลายเป็นมะเร็งท่อน้ำดีในอนาคตได้

ตัวเลขสถิติสะท้อนความสำเร็จในการทำงานร่วมกันอย่างชัดเจน โดยพบว่า อัตราการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับลดลงอย่างก้าวกระโดดจากร้อยละ 16.27 ในปี 2559 เหลือเพียงร้อยละ 3.38 ในปี 2566




การขับเคลื่อนในระดับพื้นที่: กรณีศึกษาจังหวัดสกลนคร

ซึ่ง สช. ทำหน้าที่เป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" ชวนคนในพื้นที่ลุกขึ้นมาประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA/CHIA) ด้วยตนเอง ตัวอย่างเช่นใน ตำบลของจังหวัดสกลนคร มีการทำแผนที่ชุมชนเพื่อระบุปัจจัยเสี่ยง เช่น ร้านส้มตำที่ใช้ปลาร้าหมักไม่นานพอตลาดสดที่มีปลาเกล็ดขาวจำหน่ายทุกวัน หรือพฤติกรรมการกินก้อยปลาและกุ้งเต้น

"เรากินปลาดิบวันนี้ 20 ปีข้างหน้าอาจจะเป็นมะเร็งท่อน้ำดีก็ได้... ปัญหาเชิงพฤติกรรมคือคนยังรู้สึกว่ากินปลาดิบมันแซ่บกว่าปลาสุุก เนื้อหวานกว่า" นายจารึก กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีการนำเครื่องมือ ธรรมนูญสุขภาพชุมชน” หรือข้อตกลงร่วมกันของคนในพื้นที่มาใช้เป็นกติกาในการป้องกันโรค เช่น การจัดการสิ่งปฏิกูล และการส่งเสริมการบริโภคอาหารปรุงสุก




สร้าง "นักสื่อสารรุ่นใหม่" ผ่านนวัตกรรมและบอร์ดเกม

นอกจากนี้ สช. ยังให้ความสำคัญกับการสื่อสารไปยังเยาวชน โดยมีโรงเรียนกว่า 8,000 แห่ง นำปัญหานี้ไปใส่ในหลักสูตรล่าสุดในปีนี้ได้มีการจัดกิจกรรมประกวด "แฮกกาธอน" (Hackathon) เพื่อสร้างนวัตกรรมการสื่อสารใหม่ ๆ เช่น ละครสั้น บอร์ดเกม ฯลฯ เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้เรื่องพยาธิใบไม้ตับผ่านความสนุกสนานและสามารถไปสื่อสารต่อในครอบครัวและชุมชนได้

"ผู้ใหญ่อย่างเราก็เขียนบทความ... แต่เด็กๆ เขาคิดหลายรูปแบบ... มันน่าทึ่งที่น้องๆ เขาคิดและทำได้"  คุณจารึก กล่าวชื่นชมไอเดียของเยาวชนที่ใช้บอร์ดเกม และละครสั้นมาสื่อสารเรื่องโรคมะเร็งท่อน้ำดี ให้เข้าใจง่ายและสนุกสนาน




บทสรุปสู่แนวทางปฏิบัติเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน

คุณจารึกได้ฝากทิ้งท้ายถึงแนวทาง ส่วนหลักในการดูแลตนเองให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งท่อน้ำดี:

1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม: "เริ่มที่ตัวเรา" โดยการกินอาหารที่ปรุงสุกเสมอ
2. จัดการสภาพแวดล้อม: ชุมชนและท้องถิ่นต้องช่วยกันจัดการสิ่งปฏิกูลและร้านอาหารให้ถูกสุขลักษณะ
3. เข้าถึงการบริการ: หากรู้ตัวว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองผ่านปัสสาวะเพื่อรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ

"เริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อน... คนที่จะดูแลท่านได้ดีที่สุด คือตัวท่านเอง" คุณจารึก ปิดท้ายด้วยข้อคิดง่ายๆ เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกในการร่วมแก้ไขปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีไปด้วยกัน




 31 พฤษภาคม 2569