“แม่น้ำกกกำลังป่วย และความเสียหายกำลังลุกลามทั้งระบบนิเวศ” ชี้วิกฤตลุ่มน้ำกก–สาย–รวก–โขง ต้องเร่งฟื้นฟูธรรมชาติ ควบคู่การเจรจาหยุดมลพิษต้นทาง
แม่น้ำกก หนึ่งในสายน้ำสำคัญของภาคเหนือตอนบน ที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และระบบนิเวศของผู้คนตลอดสองฝั่งน้ำ กำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่จากปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง
นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต ซึ่งติดตามสถานการณ์และทำงานด้านการอนุรักษ์ลุ่มน้ำมาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาคุณภาพน้ำ แต่เป็น “วิกฤตของทั้งระบบนิเวศ” ที่กำลังส่งผลกระทบตั้งแต่ป่าต้นน้ำไปจนถึงห่วงโซ่อาหารของชุมชนปลายน้ำ
“แม่น้ำกกกำลังป่วย และความเสียหายกำลังเกิดขึ้นในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งป่าต้นน้ำ คุณภาพน้ำ และสัตว์น้ำในระบบนิเวศ” นายสมเกียรติ กล่าว
จากการติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ นายสมเกียรติ ระบุว่า ปัจจุบันลุ่มน้ำกกและลุ่มน้ำแม่สายกำลังเผชิญปัญหาหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การสูญเสียป่าต้นน้ำ ความขุ่นข้นของแม่น้ำจากกิจกรรมเหมืองแร่ และการปนเปื้อนของสารพิษในห่วงโซ่อาหาร อีกทั้งพื้นที่ป่าต้นน้ำในบริเวณที่มีการทำเหมืองถูกทำลายอย่างหนัก โดยมีการประเมินว่ามีเหมืองแร่ในพื้นที่มากกว่า 2,000 แห่ง ส่งผลโดยตรงต่อต้นกำเนิดของสายน้ำและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ
“เมื่อป่าต้นน้ำหายไป ระบบธรรมชาติที่เคยช่วยกรองตะกอนและรักษาคุณภาพน้ำก็ลดลงตามไปด้วย ขณะเดียวกันกิจกรรมการทำเหมืองยังทำให้แม่น้ำมีความขุ่นข้นผิดปกติ ซึ่งเป็นปัญหาที่เริ่มเห็นชัดมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา”
อีกหนึ่งประเด็นที่น่ากังวล คือผลกระทบต่อสัตว์น้ำและห่วงโซ่อาหาร โดยข้อมูลจากการสำรวจล่าสุดในปีนี้ พบว่า ถึงแม้แม่น้ำกกยังคงมีความหลากหลายของปลา 86 ชนิด แต่มีถึง 11 ชนิดที่ตรวจพบสารปนเปื้อน
“สิ่งที่น่าห่วงคือ เราพบสารปนเปื้อนทั้งในปลากินพืชและปลากินเนื้อ นั่นหมายความว่ามลพิษไม่ได้กระจุกอยู่เฉพาะจุด แต่กำลังกระจายตัวอยู่ในระบบนิเวศทั้งหมดแล้ว”
นายสมเกียรติ กล่าวว่า หากไม่มีมาตรการควบคุมและฟื้นฟูอย่างจริงจัง ผลกระทบอาจลุกลามไปยังสัตว์ชนิดอื่นๆ รวมถึงกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของประชาชนในระยะยาว
นายสมเกียรติ เสนอแนวทางฟื้นฟูว่า การแก้ปัญหาไม่ควรมุ่งเพียงมาตรการทางเทคนิค แต่ต้องอาศัย “กลไกธรรมชาติ” เข้ามาช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ โดยเฉพาะการอนุรักษ์และฟื้นฟู “พื้นที่ชุ่มน้ำ” หรือ Wetland ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องกรองน้ำตามธรรมชาติ
“หากเราสามารถรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำไว้ได้ ระบบนิเวศเหล่านี้จะช่วยดูดซับโลหะหนักและช่วยบำบัดน้ำตามธรรมชาติได้ในระดับหนึ่ง เพราะธรรมชาติมีกลไกฟื้นตัวของตัวเอง”
เขาเห็นว่า สิ่งสำคัญในระยะเร่งด่วน คือการสำรวจพื้นที่ชุ่มน้ำที่ยังคงเหลืออยู่ และเร่งอนุรักษ์พื้นที่เหล่านี้เพื่อใช้เป็นแนวป้องกันมลพิษทางธรรมชาติ
สำหรับบทบาทของชุมชน นายสมเกียรติ มองว่า ประชาชนในพื้นที่ต้องมีบทบาททั้งในระดับการป้องกันตัวเอง และการมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ
“ชาวบ้านต้องระมัดระวังการใช้น้ำ ทั้งการอุปโภคบริโภค การทำเกษตร และการประมง เพื่อลดความเสี่ยงจากสารเคมีตกค้าง ขณะเดียวกันการรวมพลังกันฟื้นฟูป่าต้นน้ำและอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ ก็เป็นสิ่งที่ชุมชนสามารถเริ่มทำได้ทันที”
อย่างไรก็ตาม นายสมเกียรติ ย้ำว่า ปัญหาที่สำคัญที่สุดยังคงอยู่ที่ “ต้นทางของมลพิษ” ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการเจรจาระหว่างประเทศ เพื่อหยุดยั้งไม่ให้สารปนเปื้อนไหลลงสู่แม่น้ำตั้งแต่ต้นสาย
“ต่อให้ปลายน้ำฟื้นฟูดีแค่ไหน แต่ถ้าต้นทางยังปล่อยมลพิษลงมา ปัญหาก็จะไม่จบ ดังนั้นเรื่องนี้ต้องอาศัยทั้งความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน และการผลักดันเชิงนโยบายในระดับสากล”
นายสมเกียรติ ทิ้งท้ายว่า การฟื้นฟูแม่น้ำกกไม่ใช่เพียงเรื่องการทำความสะอาดน้ำหรือปลูกป่าเท่านั้น แต่คือการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการรักษาฐานทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งชุมชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็ง ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนนโยบายระดับประเทศและระดับระหว่างประเทศอย่างจริงจัง
“แม่น้ำคือชีวิตของผู้คน ถ้าเราปล่อยให้แม่น้ำป่วย สุดท้ายคนก็จะป่วยตามไปด้วย”

