“โลหะหนักจากแม่น้ำปนเปื้อน" กำลังคืบคลานสู่จานอาหารของคนไทย

! Font Awesome Pro 6.0.0 by @fontawesome - https://fontawesome.com License - https://fontawesome.com/license (Commercial License) Copyright 2022 Fonticons, Inc.

ท่ามกลางความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงและแม่น้ำสาขา สถานการณ์การปนเปื้อนของโลหะหนักในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง กำลังกลายเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยทางอาหาร สุขภาพประชาชน และเศรษฐกิจของชุมชนในวงกว้าง

ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม สาขาวิชาการพัฒนาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ดังกล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในเวลานี้ คือการที่สารโลหะหนักกำลังค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่ “ห่วงโซ่อาหาร” ของประชาชน


“สารปนเปื้อนไม่ได้หยุดอยู่แค่ในแม่น้ำ แต่กำลังเข้าสู่น้ำดื่ม พืชผัก ข้าว ปลา และสัตว์น้ำ ซึ่งหมายความว่าประชาชนกำลังรับสารโลหะหนักเข้าสู่ร่างกายทีละเล็กทีละน้อยทุกวัน” ดร.สืบสกุล กล่าว

ดร.สืบสกุล อธิบายว่า แม่น้ำสายหลักในพื้นที่ ได้แก่ แม่น้ำกก สาย รวก และโขง ล้วนเป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตร เมื่อเกิดการปนเปื้อนของโลหะหนัก เช่น สารปรอท สารหนู ตะกั่ว หรือแคดเมียม สารเหล่านี้จะเข้าสู่ระบบนิเวศและสะสมในอาหารที่ประชาชนบริโภค

“หากเรารับประทานปลา ก็อาจได้รับสารปรอทเข้าสู่ร่างกาย ขณะที่ข้าวที่ใช้น้ำจากแม่น้ำปนเปื้อนในการเพาะปลูก ก็มีโอกาสสะสมสารหนูและโลหะหนักชนิดอื่นๆ เช่นเดียวกับพืชผักที่ใช้น้ำจากแหล่งเดียวกัน”

ดร.สืบสกุล ระบุว่า จากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน สามารถจำแนกกลุ่มเสี่ยงที่น่าเป็นห่วงออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มผู้ใช้น้ำประปา กลุ่มชาวประมง-ผู้บริโภคปลา และกลุ่มผู้บริโภคข้าวทั่วประเทศ

กลุ่มแรก คือประชาชนที่ใช้น้ำประปาซึ่งผลิตจากแหล่งน้ำในพื้นที่ปนเปื้อน ครอบคลุมประมาณ 70,000 ครัวเรือน หรือกว่า 210,000 คน ใน 6 อำเภอของจังหวัดเชียงราย ได้แก่ อำเภอเมืองเชียงราย เวียงชัย แม่จัน (บางส่วน) แม่สาย เชียงแสน และเชียงของ

แม้ผลการตรวจสอบน้ำประปาจะยังพบปริมาณสารหนู แบเรียม และตะกั่วต่ำกว่าค่ามาตรฐาน แต่ ดร.สืบสกุล มองว่า สิ่งที่ควรจับตาคือ “การสะสมในระยะยาว”

“คำว่าต่ำกว่ามาตรฐาน ไม่ได้หมายความว่าไม่มีการรับสารเข้าสู่ร่างกายเลย แต่หมายถึงประชาชนจำนวนมากกำลังรับสารเหล่านี้เข้าไปทุกวันในปริมาณน้อยๆ ซึ่งต้องติดตามผลกระทบระยะยาวอย่างใกล้ชิด”

กลุ่มที่สอง คือชาวประมงและผู้บริโภคปลา ซึ่งมีความเสี่ยงจากการได้รับสารปรอทสะสม แม้หน่วยงานภาครัฐจะระบุว่ายังไม่เกินมาตรฐาน แต่ก็เริ่มพบแนวโน้มการสะสมเพิ่มขึ้น

“ล่าสุดจังหวัดเชียงรายได้ออกคำเตือนให้หลีกเลี่ยงการบริโภคเครื่องในปลา เพราะเป็นส่วนที่สะสมโลหะหนักได้มากกว่าส่วนอื่น ถือเป็นสัญญาณที่สะท้อนว่าปัญหานี้เริ่มใกล้ตัวประชาชนมากขึ้น”

ส่วนกลุ่มที่สาม ซึ่งน่ากังวลที่สุดในมุมของ ดร.สืบสกุล คือ “ผู้บริโภคข้าวทั่วประเทศ” เนื่องจากพื้นที่นาข้าวกว่า 100,000 ไร่ ทั้งนาปีและนาปรัง ต้องใช้น้ำจากแม่น้ำที่มีความเสี่ยงปนเปื้อนในการเพาะปลูก

“ผลตรวจพบทั้งสารหนูและแคดเมียมในข้าว แม้ยังไม่เกินมาตรฐาน แต่ข้าวเหล่านี้ไม่ได้บริโภคเฉพาะในเชียงราย เพราะมีการกระจายจำหน่ายไปทั่วประเทศ เท่ากับว่าคนไทยจำนวนมากอาจกำลังเผชิญความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว”


ดร.สืบสกุล ยังสะท้อนถึงความรุนแรงของสถานการณ์ในพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะการใช้น้ำเพื่อการเพาะปลูกที่แทบหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ในฤดูนาปี เกษตรกรใช้น้ำจากแม่น้ำเหล่านี้ประมาณ 80% ส่วนอีก 20% เป็นน้ำฝน แต่หากเป็นนาปรังช่วงฤดูแล้ง จะใช้น้ำจากแม่น้ำแบบ 100% เต็ม ซึ่งหมายความว่าน้ำที่มีสารปนเปื้อนกำลังไหลเข้าสู่พื้นที่เกษตรอย่างต่อเนื่อง”

แม้ระดับสารปนเปื้อนในน้ำอาจเปลี่ยนแปลงขึ้นลงตามฤดูกาล แต่สิ่งสำคัญคือ สารเหล่านี้ยังคงปรากฏอยู่ในระบบอย่างต่อเนื่อง และเกษตรกรจำนวนมากไม่มีทางเลือกอื่นในการใช้น้ำ

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหา ดร.สืบสกุล เห็นว่า เรื่องนี้เกินขีดความสามารถของจังหวัดในการจัดการเพียงลำพัง และจำเป็นต้องยกระดับเป็น “วาระแห่งชาติ”

“คณะกรรมการร่วมกับจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีมติชัดเจนว่าต้องการให้รัฐบาลกลาง โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี เข้ามาเป็นผู้นำในการผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง”

นอกจากนี้ เขายังเสนอว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้กลไกการเจรจาระหว่างประเทศ เพื่อพูดคุยกับผู้เกี่ยวข้องทั้งในเมียนมาและจีน เนื่องจากปัญหาดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหมืองแร่ข้ามพรมแดนและห่วงโซ่เศรษฐกิจระดับภูมิภาค

“จีนเป็นผู้ซื้อแร่รายใหญ่จากเมียนมา ดังนั้นทั้งรัฐบาลเมียนมา ผู้ประกอบการจีน และรัฐบาลจีน ควรเข้ามาร่วมพูดคุยกับประเทศไทย เพื่อหาแนวทางจัดการปัญหาอย่างยั่งยืน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง”

ดร.สืบสกุล ทิ้งท้ายว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของสิทธิในการมีชีวิตที่ปลอดภัยของประชาชน และเป็นบททดสอบสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรข้ามพรมแดนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

“สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ คือสัญญาณเตือนว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมสามารถเชื่อมโยงไปถึงอาหาร สุขภาพ เศรษฐกิจ และอนาคตของผู้คนได้ทั้งหมด ดังนั้น การแก้ไขต้องทำอย่างจริงจัง บนฐานข้อมูลวิชาการ ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการมีส่วนร่วมของประชาชน”

 29 พฤษภาคม 2569