“แม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง” กับโจทย์มลพิษข้ามพรมแดน: พลังชุมชนและนโยบายสาธารณะ ทางออกที่ต้องเดินไปพร้อมกัน

! Font Awesome Pro 6.0.0 by @fontawesome - https://fontawesome.com License - https://fontawesome.com/license (Commercial License) Copyright 2022 Fonticons, Inc.

ท่ามกลางความกังวลของประชาชนในจังหวัดเชียงรายต่อสถานการณ์การปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต สุขภาพ และเศรษฐกิจของชุมชนชายแดน “นายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล” รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)  ได้ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการทำงานของภาครัฐและภาคีเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ผ่านกลไกนโยบายสาธารณะและการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่


นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้เข้าไปทำงานร่วมกับหน่วยงานและภาคีต่างๆ ในจังหวัดเชียงราย เพื่อเชื่อมต่อกลไกการทำงานในพื้นที่ โดยเฉพาะการประสานความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและภาควิชาการ เพื่อสำรวจข้อมูล วิเคราะห์สถานการณ์ และประเมินผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

“สิ่งสำคัญคือการทำให้ข้อมูลที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ถูกนำไปสู่การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพอย่างเป็นระบบ และพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถผลักดันในระดับประเทศได้” นายสุทธิพงษ์กล่าว

รองเลขาธิการ คสช. อธิบายว่า หัวใจสำคัญของการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย คือ “กระบวนการมีส่วนร่วม” เพราะหากข้อเสนอเกิดจากความรู้สึกเป็นเจ้าของของคนในพื้นที่ ข้อเสนอนั้นจะมีพลังและสามารถขับเคลื่อนได้จริง

โดยในวันที่ 5 มิถุนายน ซึ่งตรงกับวันสิ่งแวดล้อมโลก จะมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน เพื่อร่วมกันตรวจสอบว่าข้อเสนอที่จัดทำขึ้นมีความครอบคลุมและชัดเจนเพียงพอหรือไม่ ก่อนจะนำไปยกระดับเป็นนโยบายสาธารณะระดับชาติ เสนอต่อคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.)

“ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ มาตรา 25 ระบุชัดว่า คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติมีหน้าที่ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาล และสามารถนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีได้ นี่จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้เสียงของชุมชนไปถึงระดับนโยบาย” นายสุทธิพงษ์กล่าว

สำหรับความท้าทายสำคัญของสถานการณ์ครั้งนี้ คือแหล่งกำเนิดมลพิษไม่ได้อยู่ภายในประเทศไทย ทำให้การควบคุมหรือกำกับดูแลโดยตรงเป็นเรื่องยาก ดังนั้นแนวทางสำคัญสำหรับชุมชนปลายทางอย่างเชียงราย คือ “การสร้างระบบเฝ้าระวังและการปรับตัว”


นายสุทธิพงษ์เปิดเผยว่า ปัจจุบัน สช. ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กำลังสนับสนุนการพัฒนาระบบเฝ้าระวังในพื้นที่ 24 ตำบล ตลอดสองฝั่งแม่น้ำกก โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจวัดคุณภาพน้ำเบื้องต้นด้วยชุดทดสอบอย่างง่าย เพื่อให้สามารถเฝ้าระวังและแจ้งเตือนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

“ข้อมูลที่ชุมชนร่วมกันเก็บจะกลายเป็นฐานข้อมูลระยะยาว ซึ่งสำคัญมากในการติดตามผลกระทบ เปรียบเทียบสถานการณ์ในแต่ละปี และช่วยให้ชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับสถานการณ์นี้อย่างรู้เท่าทัน” นายสุทธิพงษ์ กล่าว


เมื่อถามถึงผลกระทบต่อประชาชน นายสุทธิพงษ์ ระบุว่า จากการสำรวจแบบเร่งด่วน (Rapid Survey) พบว่าประชาชนในพื้นที่มีความตื่นตัวและวิตกกังวลเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะผลกระทบด้านค่าครองชีพที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

“ผลกระทบครั้งนี้ไม่ได้เลือกฐานะ แต่คนรายได้น้อยจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทั้งการซื้อน้ำดื่ม การซื้อเครื่องกรองน้ำ หรือการเปลี่ยนไส้กรองบ่อยขึ้น จากเดิมที่เคยเชื่อมั่นในการใช้น้ำประปา”

นอกจากนี้ ชาวบ้านยังมีความกังวลต่อความปลอดภัยของพืชผัก ข้าว และอาหารที่อาจได้รับผลกระทบจากสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำ ซึ่งหากไม่มีมาตรการจัดการและการปรับตัวที่มีประสิทธิภาพ อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

“เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางชีวิตของประชาชน ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้ ระบบเฝ้าระวัง และพลังของชุมชนในการร่วมกันผลักดันนโยบายสาธารณะ” นายสุทธิพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

 29 พฤษภาคม 2569