Healthstation Talk EP.59: สร้างเด็กอีสานรู้ทันภัยเงียบ ปลุกพลังโรงเรียนต้านมะเร็งท่อน้ำดี
พยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ไม่ใช่แค่เรื่องของสุขภาพ แต่คือวิกฤตสาธารณสุข
โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือ ซึ่งการติดเชื้อเรื้อรังนำไปสู่โรคมะเร็งท่อน้ำดีที่มีอัตราการตายสูงมาก
วันนี้เราจะมาเจาะลึกหลักสูตรที่มุ่งเป้าไปที่ "เด็กและเยาวชน"
เพื่อตัดวงจรโรคนี้อย่างยั่งยืน

จุดเริ่มต้นของภารกิจ: เมื่อ “การศึกษา”
สานพลังกับ “สาธารณสุข”
รศ.ดร. สัมพันธ์ ถิ่นเวียงทอง จากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เล่าถึงที่มาว่า ปัญหาโรคมะเร็งท่อน้ำดีส่งผลรุนแรงถึงขั้นมีผู้ป่วยรายใหม่สูงถึงปีละ 20,000 คน ดังนั้นโครงการนี้จึงเกิดขึ้นจากการรวมพลังของคณะแพทยศาสตร์และคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 เพื่อพัฒนาหลักสูตรที่ใช้ได้จริงในโรงเรียน ลงพื้นที่สำรวจความต้องการและพัฒนาหลักสูตรครอบคลุมทุกระดับ ตั้งแต่ปฐมวัย ประถม มัธยม ไปจนถึงอาชีวศึกษา และการศึกษานอกโรงเรียน รวมถึงมีการแปลเป็นภาษาลาวเพื่อใช้ในประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมการกินปลาดิบร่วมกันด้วย

รศ.ดร. สัมพันธ์ ยังได้เล่าอีกว่า จากข้อมูลที่เราลงพื้นที่พบว่าพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุบางคนเปลี่ยนได้ยาก
เพราะฝังอยู่ในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมการกินมานาน แต่จากการนำหลักสูตรไปใช้กับเด็ก โดยพบหลักฐานว่าเด็กๆ
สามารถนำความรู้ไปบอกต่อคนในครอบครัวและชุมชน
จนเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในบ้านได้จริง เป้าหมายของเราคือการสร้างภูมิคุ้มกันทางความรู้ให้เยาวชน
เพื่อให้พวกเขามีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้องตั้งแต่เด็ก
เมื่อเขาเติบโตขึ้นเขาจะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้อย่างยั่งยืน
"มันเป็นพันธกิจและภารกิจที่สำคัญของคนที่เป็นครู ที่จะต้องเอาสิ่งนี้ไปมีส่วนร่วมในการที่จะแก้ปัญหาในพื้นที่" รศ.ดร. สัมพันธ์ กล่าว
นวัตกรรมหลักสูตร: ไม่ใช่แค่ความรู้ แต่คือการสร้าง “นิสัยสุขภาพ”

อาจารย์สายชล จิตภิลัย จากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวถึงหลักสูตรสมรรถนะและสื่อ
AI นวัตกรรมเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กอีสานว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่เราทำงานได้ครบวงจรทั้งหมด
โดยได้จัดทำหลักสูตรใหม่ 2 เล่ม
และนำไปใช้ในสถานศึกษาจริงเรียบร้อยแล้ว ผ่านการใช้สื่อหลากหลายรูปแบบเพื่อให้เด็กๆ
เห็นว่าพยาธินี้น่ารังเกียจและขยะแขยงจนไม่อยากให้มันเข้ามาอยู่ในร่างกาย เช่น:
- สื่อ 3D
และสื่อทำมือ: เป็นภาพสามมิติที่เด็กสามารถหมุนดูตับ ถุงน้ำดี
และพยาธิที่คานอยู่ในท่อน้ำดีได้แบบเสมือนจริง
- นิทาน AI:
เรื่อง "นักสืบโรคร้าย"
เพื่อสร้างความตระหนักผ่านเรื่องราวใกล้ตัว เช่น เมื่อคนในครอบครัวป่วย
- เพลง AI
และหมอลำ: เราผลิตเพลงขึ้นเองถึง 6 เพลง
เช่น เพลง "ไม่กินปลาดิบ"
ซึ่งได้รับความร่วมมือจากนักเรียนโรงเรียนสาธิต มข. ในการคิดท่าเต้นประกอบ
เพื่อให้เด็กๆ สนุกและจดจำได้ง่าย
- เกม: มีทั้งการ์ดเกมและบอร์ดเกมที่จำลองสถานการณ์สุขภาพ
ให้เด็กได้เล่นและเรียนรู้ไปพร้อมกัน
“ ทีมวิจัยยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะเผยแพร่หลักสูตรนี้ ขณะนี้เรากำลังทำงานร่วมกับเขตสุขภาพที่ 7, 8 และกำลังจะลงพื้นที่เขต 9 เพื่อจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้ครอบคลุมทุกจังหวัดในอนาคตอันใกล้ อยากเชิญชวนคุณครูทั่วประเทศมาร่วมกันทำบุญใหญ่ในครั้งนี้ เพื่อสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ยั่งยืนและลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งท่อน้ำดีให้ลดลงอย่างแท้จริง ” อาจารย์สายชล กล่าว
เสียงสะท้อนจากห้องเรียน:
"บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป" สำหรับคุณครู
ในมุมของผู้ใช้จริง คุณครูจตุพร เปรมจิตร (ครูมุก) จากโรงเรียนบ้านเลิงแฝกบัวแก้ว และ คุณครูศิมิรันดร์ รังภูรีย์ (ครูป่าน) จากโรงเรียนบ้านหนองคลองหัวขัว ยืนยันว่าหลักสูตรนี้ไม่เพิ่มภาระ แต่กลับช่วยให้การสอนสนุกและง่ายขึ้น

“ครูมุก” กล่าวว่า ในฐานะคุณครู
เรามีบทบาทสำคัญที่จะนำเรื่องนี้ไปปลูกฝังเด็กๆ
เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมและสอดแทรกความรู้ เพื่อให้เขาโตไปอย่างมีคุณภาพและสามารถดูแลทั้งตัวเองและคนในครอบครัวให้ปลอดภัยได้ในอนาคต
โดยคำแรกที่ได้ยินตอนไปอบรมหลักสูตรนี้คือประโยคที่ว่า 'เป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปพร้อมใช้
แค่ใส่น้ำร้อนเท่านั้น' ตอนแรกยังไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่
เพราะคิดว่าอาจจะเป็นคำพูดให้ดูดีเท่านั้น แต่พอได้หยิบมาใช้จริงถือว่าไม่เกินจริงและได้ผล
"อยากฝากบอกคุณครูทุกท่านว่า อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นการเพิ่มภาระงาน แต่มันคือเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ เหมือนเราได้ทำบุญกับเด็กๆ ให้เขามีชีวิตที่ปลอดภัยจากโรคที่ทรมานและเสียค่าใช้จ่ายมหาศาลในการรักษา หลักสูตรนี้มีสื่อพร้อมทุกอย่าง อาศัยแค่เทคโนโลยีและสำคัญที่สุดคือ 'ใจ' ของครูผู้สอนที่อยากให้เด็กมีความรู้ติดตัวเด็กๆ จะกลายเป็นคนที่เลือกสิ่งที่ดีให้สุขภาพ และช่วยลดผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีได้อย่างยั่งยืนในอนาคต” ครูมุก กล่าว

ทางด้าน “ครูป่าน” แชร์ประสบการณ์ว่าในตอนแรกความรู้ที่เด็กได้รับจะเป็นเหมือน
'นิทรรศการแห้ง' คือเรามีป้ายนิเทศประชาสัมพันธ์ติดไว้ตามจุดต่างๆ
เด็กๆ ก็เดินผ่านไปมา ไม่ได้เกิดความลึกซึ้งหรือตระหนักอะไร แต่พอมีหลักสูตรนี้เข้ามา
เด็กๆ ได้เข้าถึงทุกกระบวนการและทุกขั้นตอนการเรียนรู้อย่างจริงจัง ยกตัวอย่าง
นักเรียนชั้น ป.1 และ ป.2 จะชอบ
'เพลง AI' มาก ไม่ว่าจะเป็นเพลงไม่กินปลาดิบ
เพลงสุขบัญญัติ 10 ประการ หรือเพลงล้างมือ 7 ขั้นตอน เด็กๆ ร้องตามและเต้นประกอบกันอย่างสนุกสนาน ที่สำคัญคือเด็กๆ
เริ่มตั้งคำถามเวลาจะกินอะไรว่า 'ของสุกๆ ดิบๆ
แบบนี้กินได้ไหม ?”
“ หลักสูตรนี้ควรขยายไปทุกโรงเรียนในภาคอีสาน เพราะมันตรงกับวิถีชีวิตและบริบทของชุมชนจริงๆ เนื้อหาเข้าใจง่าย สื่อการสอนก็พร้อมหมดทุกอย่าง ถ้าเราให้ความรู้เด็กตั้งแต่ยังเล็ก เขาจะสร้างเป็นพฤติกรรมสุขภาพที่ดีในระยะยาว และเป็นภูมิคุ้มกันให้เขาไปจนโต ” ครูป่าน กล่าว

Healthstation Talk ขอเชิญชวนโรงเรียนทั่วอีสานและทั่วประเทศให้นำหลักสูตรนี้ไปใช้ในแต่ละโรงเรียน ซึ่งทีมวิจัยพร้อมสนับสนุนสื่อและคู่มืออย่างเต็มที่ เพราะการป้องกันจะทำให้เราสามารถลดค่าใช้จ่ายในการที่จะดูแลผู้ป่วยที่เกิดขึ้นในอนาคต ให้เด็กและเยาวชนของเราเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไป

