กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เตือนวิกฤต “เชื้อดื้อยา” ไทยพุ่งต่อเนื่อง พบแบคทีเรียดื้อยาทางเลือกสุดท้ายเกิน 70%8 พฤษภาคม 2569
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยสถานการณ์เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพของประเทศไทย จากข้อมูลเฝ้าระวังย้อนหลัง 10 ปี พบแนวโน้มการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรียสำคัญเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะเชื้อ Acinetobacter calcoaceticus-baumannii complex ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลที่มีความรุนแรง และมีอัตราการดื้อยาปฏิชีวนะกลุ่ม “คาร์บาพีเนม” หรือยาต้านจุลชีพทางเลือกสุดท้าย สูงเกินร้อยละ 70 สะท้อนวิกฤตเชื้อดื้อยาที่กำลังกระทบต่อระบบสาธารณสุขไทยและทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยในอนาคต

ขอบคุณภาพจาก: กรมอนามัย
ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ร่วมกับเครือข่ายโรงพยาบาล 141 แห่ง ครอบคลุม 77 จังหวัด ดำเนินการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพทางห้องปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลย้อนหลังระหว่างปี พ.ศ. 2558 – 2568 พบว่า เชื้อ Acinetobacter calcoaceticus-baumannii complex มีอัตราการดื้อยากลุ่ม carbapenem สูงกว่าร้อยละ 70 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อชนิดนี้มีความเสี่ยงสูงต่อการไม่มียาที่สามารถรักษาได้
นอกจากนี้ ยังพบว่าเชื้อ Klebsiella pneumoniae มีแนวโน้มดื้อยากลุ่ม carbapenem เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงมีอัตราการดื้อยากลุ่ม third generation cephalosporin หรือยาปฏิชีวนะกลุ่มเซฟาโลสปอรินรุ่นที่สาม อยู่ที่ร้อยละ 35–45 ซึ่งอาจกระทบต่อการรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อรุนแรงในอนาคต

Photo: webmd.com
ขณะที่เชื้อ E. coli แม้อัตราการดื้อยากลุ่ม carbapenem ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับเชื้อชนิดอื่น แต่กลับพบการดื้อยากลุ่ม third generation cephalosporin โดยเฉพาะยา ceftriaxone และ cefotaxime ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาเชื้อดื้อยาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลเท่านั้น แต่เริ่มแพร่กระจายเข้าสู่ชุมชนมากขึ้น
อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระบุว่า ปัญหาเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพถือเป็นหนึ่งในวิกฤตด้านสาธารณสุขสำคัญ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ การเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการ รวมถึงการดำเนินงานภายใต้แนวคิด One Health ที่เชื่อมโยงสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน เพื่อชะลอการเพิ่มขึ้นของเชื้อดื้อยาในอนาคต
สำหรับประชาชน แนะนำให้ใช้ยาปฏิชีวนะตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด รับประทานยาให้ครบแม้อาการจะดีขึ้นแล้ว หลีกเลี่ยงการซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง ไม่หยุดยาเอง และไม่แบ่งยาให้ผู้อื่น เพื่อช่วยลดความเสี่ยงการเกิดเชื้อดื้อยาในระยะยาว โดยข้อมูลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาระดับประเทศ โดยศูนย์เฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งยังคงร่วมมือกับเครือข่ายห้องปฏิบัติการทั่วประเทศในการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการวางแผนเชิงนโยบายและการรับมือด้านสาธารณสุขของประเทศไทย
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมขับเคลื่อนประเด็นนี้ ผ่านมติ 8.5 วิกฤติการณ์เชื้อแบคทีเรียดื้อยา และการจัดการปัญหาแบบบูรณาการ ภายใต้สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 8 พ.ศ.2558
ข้อมูลจาก: กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

