ภัยเงียบใกล้ตัว! “ชาปลายมือ-ปลายเท้า” สัญญาณเตือนเสี่ยงโรคร้าย7 พฤษภาคม 2569

หลายคนอาจเคยมีอาการ “ชาปลายมือ ชาปลายเท้า” เป็นครั้งคราว จนคิดว่าเกิดจากการนั่งท่าเดิมนานๆ หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่หากเกิดอาการชาบ่อยอย่างต่อเนื่อง หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย นั่นคือ “สัญญาณเตือน” ของโรคร้ายที่ไม่ควรมองข้าม เพราะอาการดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบประสาท หลอดเลือด หรือโรคเรื้อรังที่กำลังคุกคามสุขภาพโดยไม่รู้ตัว

สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า อาการชาปลายมือปลายเท้า เกิดจากการทำงานผิดปกติของเส้นประสาท หรือการไหลเวียนเลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณปลายมือปลายเท้าไม่เพียงพอ โดยอาจมีลักษณะเหมือนเข็มทิ่ม รู้สึกยิบๆ แสบๆ หรือสูญเสียความรู้สึก หากเกิดขึ้นบ่อยควรรีบตรวจหาสาเหตุ

โรคร้ายที่อาจซ่อนตัวอยู่ภายใต้อาการชา
อาการชาปลายมือ-ปลายเท้า อาจเกี่ยวข้องกับโรคต่างๆ เช่น
- โรคเบาหวาน
ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน อาจทำลายเส้นประสาท ส่งผลให้เกิดภาวะปลายประสาทอักเสบ โดยเฉพาะบริเวณเท้า - โรคหลอดเลือดสมอง
หากมีอาการชาร่วมกับแขนขาอ่อนแรง หน้าเบี้ยว หรือพูดไม่ชัด อาจเป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมอง ต้องรีบรักษาโดยด่วน - หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
ผู้ที่ทำงานนั่งนาน หรือยกของหนัก อาจเกิดการกดทับเส้นประสาท ทำให้มีอาการชาร้าวลงแขนหรือขา - ภาวะขาดวิตามินบี
โดยเฉพาะวิตามินบี 1 บี 6 และบี 12 ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบประสาท หากขาดอาจทำให้เกิดอาการชาและกล้ามเนื้ออ่อนแรง - โรคไตเรื้อรัง
หรือโรคทางระบบประสาท
ของเสียที่คั่งอยู่ในร่างกายอาจส่งผลต่อการทำงานของเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการชาตามปลายมือปลายเท้าได้เช่นกัน

สัญญาณอันตราย …
ควรรีบพบแพทย์
หากมีอาการต่อไปนี้ร่วมกับอาการชา
ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
- ชาครึ่งซีกของร่างกาย
- แขนหรือขาอ่อนแรง
- พูดไม่ชัด มองเห็นภาพซ้อน
- เดินเซ ทรงตัวลำบาก
- อาการชารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่หายภายในไม่กี่วัน
วิธีลดความเสี่ยงอาการชาปลายมือปลายเท้า
การดูแลสุขภาพสามารถช่วยลดความเสี่ยงของอาการชาได้
- ควบคุมระดับน้ำตาล ความดัน
และไขมันในเลือด
- หลีกเลี่ยงการนั่งหรืออยู่ท่าเดิมนานเกินไป
- รับประทานอาหารที่มีวิตามินบีเพียงพอ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- งดสูบบุหรี่ และลดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

แม้อาการชาปลายมือ-ปลายเท้า ดูเป็นเรื่องปกติสำหรับหลายคน
แต่หากเกิดขึ้นซ้ำๆ หรือเรื้อรัง อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามาหาร่างกาย
ดังนั้นการสังเกตอาการของตนเอง และเข้ารับการตรวจรักษาอย่างเหมาะสม
จะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ในอนาคต

