สช. ผนึก 12 ภาคี ลงนาม MOU พัฒนาระบบสุขภาพองค์รวม ลดความเหลื่อมล้ำ–เสริมสร้างศักยภาพ รับมือภัยพิบัติในเขตเมืองและชุมชน1 พฤษภาคม 2569
วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 ณ มัสยิดควนสันติ ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา สช. โดย นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับภาคีเครือข่ายรวม 12 หน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อน “ระบบสุขภาพแบบองค์รวม” มุ่งลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ และเสริมสร้างศักยภาพการจัดการภัยพิบัติในเขตเมืองและชุมชน


ความร่วมมือครั้งนี้ มีหน่วยงานหลักด้านวิชาการโดยมหาวิทยาลัยทักษิณร่วมกับภาคีสำคัญ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 12 คณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) เขตพื้นที่ 11 และ เขตพื้นที่ 12 รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และเครือข่ายสุขภาพในพื้นที่ รวมทั้งสิ้น 12 ฝ่าย

นพ.สุเทพ เพชรมาก กล่าวว่า ภัยพิบัติในปัจจุบันมีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้น อีกทั้งคาดการณ์ได้ยาก ทำให้การทำงานแบบเดิมไม่เพียงพอ จำเป็นต้องปรับแนวคิดและวิธีการ โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ วิชาการ และประชาชน อย่างไรก็ตาม “ชุมชน” คือหัวใจสำคัญในการรับมือ ต้องมีความเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองและเกื้อกูลกันได้ พร้อมทั้งรู้จักกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ พื้นที่ต้นแบบควรถูกพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ และจัดระบบสื่อสารเพื่อลดภาระผู้นำ สุดท้าย ความร่วมมือผ่าน MOU จะช่วยรวมพลัง สร้างความพร้อมให้ประเทศรับมือทั้งภาวะปกติและวิกฤตได้อย่างยั่งยืน โดย สช.จะทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ (Healthy Public Policy) สนับสนุนกระบวนการมีส่วนร่วม เช่น สมัชชาสุขภาพ และธรรมนูญสุขภาพพื้นที่ พร้อมเชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ เพื่อให้เกิดระบบสุขภาพที่เป็นธรรมและเข้าถึงได้จริง


สำหรับสาระสำคัญของความร่วมมือ มุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้ บุคลากร และทรัพยากร เพื่อพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “ปัจจัยกำหนดสุขภาพ (Social Determinants of Health)” และ “สุขภาพเป็นธรรม (Health Equity)” โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่เขตเมือง ชุมชนแออัด และกลุ่มเปราะบาง
นอกจากนี้ ยังครอบคลุมการพัฒนา “โมเดลสุขภาพเขตเมือง (Urban Health Model)” การลดปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ เช่น บุหรี่ แอลกอฮอล์ และยาเสพติด การเสริมสร้างศักยภาพกำลังคนด้านสุขภาพ การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ รวมถึงการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติและภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข


ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 4 ปี (1 พฤษภาคม 2569 – 30 เมษายน 2573) โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างระบบสุขภาพที่ครอบคลุม เป็นธรรม และยั่งยืน ผ่านการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม

