ยกระดับวาระแห่งชาติ! ขับเคลื่อน “กองทุนดูแลระยะยาว-จ้างนักบริบาล” ปูพรม 76,000 หมู่บ้าน สู่โครงข่ายความมั่นคงระดับประเทศ23 เมษายน 2569
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) นำโดย นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ร่วมกับศูนย์วิชาการนโยบายระบบสุขภาพท้องถิ่น สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) รามา สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สภาพัฒน์ สสส. และกรมกิจการผู้สูงอายุ จัดเวทีหารือเครือข่ายสุขภาพระดับชาติ เพื่อนำเสนอผลงานวิจัย “ระบบดูแลระยะยาวในชุมชน (Long-term Care)” พร้อมส่งต่อข้อเสนอเชิงนโยบายให้ นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ คณะทำงานนโยบายพรรคภูมิใจไทย นำไปผลักดันสู่การปฏิบัติในระดับรัฐบาล

นโยบายดังกล่าวมุ่งจัดตั้ง
“กองทุนการดูแลระยะยาว” และพัฒนาระบบจ้างงาน “นักบริบาลชุมชน”
หรืออาสาพยาบาลในพื้นที่ เพื่อดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงและผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด
ช่วยลดภาระครอบครัว พร้อมกระตุ้นการจ้างงานและกระจายรายได้สู่ระดับฐานราก
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. ในฐานะประธานคณะกรรมการกำกับทิศโครงการวิจัย กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีระบบดูแลผู้สูงอายุที่เข้มแข็งและชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในระยะยาว โดยภาควิชาการพร้อมสนับสนุนข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อให้ฝ่ายนโยบายนำไปสู่การปฏิบัติจริง พร้อมย้ำว่า งบประมาณในระบบดังกล่าวไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่าย แต่เป็น “การลงทุน” เพื่อสร้างหลักประกันทางสังคมที่ยั่งยืน

ด้าน นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ คณะทำงานนโยบายพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า วิกฤตสังคมสูงวัยไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสาธารณสุข แต่เชื่อมโยงถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยพร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายดังกล่าว ผ่านการสร้างระบบจ้างงานอาสาพยาบาลในระดับพื้นที่ เชื่อมโยงกับระบบบริการปฐมภูมิ เพื่อให้เกิดโครงข่ายการดูแลที่ยั่งยืนในชุมชน

ขณะที่ นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา ผู้ทรงคุณวุฒิ สปสช. เสนอให้ยกระดับการขับเคลื่อนระบบดูแลระยะยาวเป็น “วาระแห่งชาติ” พร้อมเชื่อมโยงกับการเตรียมความพร้อมสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ และเศรษฐกิจผู้สูงวัย (Silver Economy) โดยเน้นการพัฒนารูปแบบการดูแลที่บูรณาการทั้งมิติสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ รวมถึงการจัดตั้งกองทุนเฉพาะเพื่อสร้างความยั่งยืนทางการคลัง และเปิดโอกาสให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วม



สำหรับเป้าหมายของนโยบาย
ตั้งเป้าครอบคลุม 76,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ
ในอัตรา 1 คนต่อ 1
หมู่บ้าน
โดยระยะแรกจะเริ่มนำร่องจ้างงาน 10,000 คน
และขยายกำลังอย่างต่อเนื่องให้ครอบคลุมภายใน 3–4 ปี
รองรับการดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงกว่า 80,000 คนทั่วประเทศ
ทั้งนี้
งานวิจัยยังชี้ว่า โครงการดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลตอบแทนทางสังคมสูงถึง 16 เท่า
จากการช่วยให้แรงงานในครอบครัวสามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้
ลดความจำเป็นในการลาออกจากงานเพื่อดูแลผู้ป่วย
และเสริมสร้างความมั่นคงทางสังคมในระยะยาว

