สช. ร่วมภาคี เชียงใหม่ เชียงราย เร่งจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เฝ้าระวังมลพิษลุ่มน้ำ กก-สาย-รวก-โขง
23 เมษายน 2569
! Font Awesome Pro 6.0.0 by @fontawesome - https://fontawesome.com License - https://fontawesome.com/license (Commercial License) Copyright 2022 Fonticons, Inc.

มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (22 เมษายน 2569) – สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) โดยสำนักนโยบายสาธารณะภาคเหนือ จัดประชุมคณะกรรมการพัฒนานโยบายสาธารณะ ประเด็นการเฝ้าระวังผลกระทบและคุ้มครองสุขภาวะประชาชน กรณีสารพิษปนเปื้อนในลุ่มน้ำพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ครั้งที่ 1/2569 โดยมี ดร.นพ.พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ เป็นประธานการประชุม เพื่อขมวดข้อเสนอจากการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ และกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะของพื้นที่


สถานการณ์และต้นตอปัญหา

จากข้อมูลของ สสส. และกรมควบคุมมลพิษ ชี้ชัดว่าแหล่งมลพิษสำคัญมาจาก กิจกรรมเหมืองแร่และภาคเกษตรกรรมต้นน้ำ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคนปลายน้ำ เช่น พื้นที่ตำบลแม่ยาว ที่พบประชากรเจ็บป่วยโดยไม่รู้สาเหตุเพิ่มขึ้น และประชาชนต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำปนเปื้อน


กลไกการแก้ไขปัญหาเชิงบูรณาการ

ภายใต้การนำของ ดร.นพ.พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ ที่ประชุมได้กำหนดแนวทางการทำงาน และขอบเขตของการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย:

1. กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ ผลักดันวิสัยทัศน์ “ลุ่มน้ำโขงเป็นปอดของโลก” เพื่อเข้าถึงกองทุนสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ สร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

2. กลไกการเฝ้าระวังและงบประมาณท้องถิ่น

• บทบาท อบจ. และกองทุนท้องถิ่น: บูรณาการงบประมาณกองทุนสุขภาพระดับจังหวัด (สปสช.) สนับสนุนการตรวจสุขภาพเชิงรุก เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าในการรอผลตรวจจากส่วนกลาง

• ระบบข้อมูลเฝ้าระวังระยะยาว: พัฒนาทีมข้อมูลชุดเล็ก (Small Team) จัดทำ Base-line Data ระยะ 5 ปี โดยใช้โปรโตคอลตรวจสารตกค้างในปัสสาวะ (ระยะ 2 เดือน) และเส้นผม/เล็บ (ระยะยาว) เพื่อความแม่นยำในการวิเคราะห์ผล

3. กลไกเชิงพื้นที่และการให้อำนาจชุมชน (Empowerment)

• สนับสนุนให้ พชอ. และ พชต. ออกแบบกลไกการทำงานของตนเอง โดยมีทีมพี่เลี้ยงช่วยชี้ช่องทางลดข้อจำกัดเชิงระบบ

• เสนอให้มีการ Declare (ประกาศ) พื้นที่เสี่ยงทางการเกษตร เพื่อให้ชุมชนสามารถเฝ้าระวังมลพิษและสุขภาพได้ด้วยตนเอง





คณะกรรมการฯ สช. และภาคีเครือข่าย จะนำข้อสรุปนี้ไปขับเคลื่อนผ่านกระบวนการสมัชชาสุขภาพ เพื่อให้เกิดมติที่เป็นรูปธรรมและนำไปสู่การปฏิบัติในระดับจังหวัดและระดับชาติต่อไป