สช. จับมือ สสส. หนุนเสริม อบจ. และ สสจ. ขับเคลื่อนการใช้ข้อมูลและ AI สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านสุขภาพ3 เมษายน 2569
วันที่ 2 เมษายน 2569 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สนับสนุนการทำงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เดินหน้าพัฒนาการใช้ข้อมูลสุขภาพและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านสุขภาพ

การดำเนินงานดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้การประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพช่องปากระดับจังหวัด ในช่วงเปลี่ยนผ่านการถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) สู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับศักยภาพของหน่วยงานในพื้นที่ให้สามารถพัฒนาระบบข้อมูลที่มีคุณภาพ เชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงาน และนำข้อมูลไปใช้กำหนดทิศทางการดำเนินงานได้อย่างเป็นระบบs

ภายในงานมีการจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปสำคัญ อาทิ การวิเคราะห์สถานการณ์ระบบข้อมูลสุขภาพช่องปากระดับจังหวัดและเขตสุขภาพ การแลกเปลี่ยนกลไกการขับเคลื่อนระบบข้อมูล ตลอดจนการทบทวนปัญหาและช่องว่าง เพื่อพัฒนาระบบข้อมูลให้มีความทันสมัยและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายพิเศษโดย นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ (สำนัก 7) ในหัวข้อ “การใช้ข้อมูลและ AI เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านสุขภาพ” โดยนำเสนอแนวคิด “DOPA Driven” ประกอบด้วย Data-driven การใช้ข้อมูลเป็นฐานในการตัดสินใจ, Outcome-driven การมุ่งผลลัพธ์เพื่อลดโรค, Partner-driven การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และ AI-driven การนำ AI มาช่วยสนับสนุนการวิเคราะห์และตัดสินใจเชิงนโยบาย

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำว่าการพัฒนาระบบสุขภาพในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือและการวิเคราะห์เชิงระบบ เพื่อให้การกำหนดนโยบายมีความแม่นยำ ตรงจุด และสามารถตอบสนองต่อปัญหาสุขภาพของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พร้อมกันนี้ ยังมีการบรรยายและกิจกรรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการใช้ระบบข้อมูลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริงในระดับพื้นที่ ภายใต้บริบทการถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต. ซึ่งถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิของประเทศ

การประชุมครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมความพร้อมให้หน่วยงานระดับพื้นที่สามารถพัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพช่องปากให้ได้มาตรฐาน เชื่อมโยง และนำไปใช้สนับสนุนการกำหนดนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การยกระดับสุขภาวะของประชาชนอย่างยั่งยืนในระยะยาว

