เวทีเสวนา การขับเคลื่อนผ่านธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศในการสร้างแนวปฏิบัติ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนข้ามเพศ1 เมษายน 2569
ภายหลังที่ได้มีการดำเนินการผลักดันมาเป็นเวลานาน ในที่สุดธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศ พ.ศ.2569 ก็ได้ฤกษ์ประกาศใช้แบบเป็นทางการ ในวันที่ 31 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมควีนส์แลนด์ กทม. โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 200 ราย ท่ามกลางความยินดีของหลายฝ่าย ซึ่งถือเป็นฉบับแรกของประเทศไทยซึ่งเกิดขึ้นจากกระบวนการการมีส่วนร่วมจาก 47 องค์กรภาคีเครือข่าย

และในโอกาสอันดีงามนี้ก็ได้มีการจัดเวทีเสวนาหัวข้อ”การขับเคลื่อนผ่านธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศในการสร้างแนวปฏิบัติเพื่อ
พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนข้ามเพศ”
เพื่อยืนหยัดว่าธรรมนูญฉบับนี้เป็นประโยชน์แก่สังคมอย่างไรบ้าง

วงเสวนาเริ่มต้นด้วยคุณฐิติญานันท์
หนักป้อ คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะคนข้ามเพศ (คขพ.)
ที่ได้กล่าวถึงการขับเคลื่อนนโยบายผ่านธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศว่า
นโยบายใดก็ถ้าถ้าไม่มีคนข้ามเพศมีส่วนร่วมด้วย และเป็นผู้นำในการกำนด
ถือว่าไม่เป็นนโยบายของคนข้ามเพศ นี่คือสิ่งที่เป็นหลักการ
ซึ่งเราได้มีส่วนร่วมในการสรรหาคณะกรรมการ สร้างการมีส่วนร่วม
ทำประชาพิจารณ์ร่วมกัน
ดังนั้นจึงรู้สึกว่าเรามีส่วนร่วมอย่างมากในการเขียนออกมาว่าต้องการอะไร โดยทั้ง 60
หน้าของธรรมนูญคนข้ามเพศ จะเห็นว่ามีบทที่แตกต่างกัน
แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือได้ถูกสกัดออกมาแล้วว่าสิ่งใดที่เป็นช่องโหว่
สิ่งไหนที่เราอยากผลักดันให้เห็นเป็นรูปธรรม

ต่อมาคุณณัฐินีฐิติ ภิญญาปิญชาน์
จากบริษัท ทรานส์ทาเล้นท์
ได้กล่าวถึงการนำธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศไปใช้ในภาคธุรกิจ เพื่อสร้างความธรรมทางเพศ
โดยเฉพาะกับกลุ่มคนข้ามเพศในปัจจุบันว่า สำหรับแนวคิดการลงทุนในทุนมนุษย์
เห็นว่าประเทศไทยต้องมุ่งปลดล็อกศักยภาพของคนกลุ่มนี้ ไม่ใช่เพียงให้การสงเคราะห์
แต่ต้องสร้างโอกาสเชิงเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียม ในธรรมนูญฉบับนี้ (หมวดที่ 5)
เราเน้นการสร้างเศรษฐกิจที่ยุติธรรมและครอบคลุม
ไม่ได้จำกัดแค่การจ้างงานในระบบราชการหรือบริษัทใหญ่ แต่รวมถึงงานนอกระบบ เช่น
พนักงานบริการ และมองคนข้ามเพศเป็นผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และผู้สร้างงาน
ไม่ใช่แค่ผู้รับความช่วยเหลือ
สำหรับข้อเสนอเชิงปฏิบัติซึ่งทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอกฎหมาย เสนอแนวทางหลักๆ ดังนี้
- ภาครัฐ: ปรับเงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้าง (TOR)
ให้เอื้อต่อองค์กรที่มีนโยบายไม่เลือกปฏิบัติ
เพื่อเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจ
- ภาคเอกชน:
เปลี่ยนบทบาทจากเป็นเพียงสปอนเซอร์ ไปสู่การลงทุนในทุนมนุษย์จริงจัง เช่น
จ้างงาน ฝึกอบรม และสร้างเครือข่ายการเติบโต
- การเงินและสวัสดิการ: สนับสนุนกองทุนสวัสดิการและแหล่งเงินทุนเพื่อให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพแต่เข้าไม่ถึงระบบ สามารถขยายกิจการได้

จากนั้นคุณวรรณพงษ์ ยอดเมือง
ผู้จัดการฝ่ายโครงการสิทธิมนุษยชนและผลักดันเชิงนโยบาย เอเชียแปซิฟิก
ทรานส์เจนเดอร์ เน็ตเวิร์ค กล่าวถึงสิทธิและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคนข้ามเพศ
โดยเฉพาะพนักงานบริการว่า
เป้าหมายหลักของเราคือการผลักดันให้คนข้ามเพศที่เป็นแรงงานนอกระบบ
โดยเฉพาะพนักงานบริการ ได้รับสิทธิที่เป็นธรรม
เรามีหมุดหมายสำคัญคือการเสนอให้ยกเลิก พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี
พ.ศ. 2539 เพราะกฎหมายนี้มีผลกระทบต่อชีวิตและสิทธิของพวกเขาอย่างมาก
ดังนั้น จึงต้องทำให้ธรรมนูญมีชีวิต ต้องทำอย่างไรไม่ให้ธรรมนูญเป็นเพียงเศษกระดาษ
แต่ต้องสามารถขับเคลื่อนไปได้จริงในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า

ถัดมา นพ.อภิชาติ รอดสม
รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)
กล่าวถึงเป้าหมายของธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศว่า
เป้าหมายของธรรมนูญสุขภาพคนข้ามเพศคือการทำให้มันเป็น
"ธรรมนูญที่กินได้"
หมายความว่าต้องสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่เอกสารที่เขียนไว้เฉยๆ
เราเน้นเรื่องสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียม และการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
โดยธรรมนูญนี้เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่เพื่อให้คนข้ามเพศเข้าถึงสุขภาวะที่ดี
โดยได้รับความร่วมมือจากรัฐและเอกชน โดยมี สช.
เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงและประเมินผลเพื่อให้เกิดความยั่งยืน
อีกทั้งขั้นตอนถัดไปคือการกำหนดแผนที่ชัดเจนว่า "ใคร ต้องทำอะไร ที่ไหน
เมื่อไหร่ และอย่างไร" ซึ่งจุดที่น่าสนใจ คือ
กระทรวงมหาดไทยจะช่วยนำข้อมูลไปขับเคลื่อนผ่านท้องถิ่น
เพื่อให้คนข้ามเพศในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างเท่าเทียม และเตรียมความพร้อมในการดูแลกลุ่มคนข้ามเพศเมื่อก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุด้วย

นพ.พงศ์เทพ
วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
(สสส.) กล่าวถึงบทบาทของ สสส. ในการขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศว่า
สสส. ทำหน้าที่เป็นกองทุนที่สนับสนุนภาคประชาสังคมและภาควิชาการ
สนับสนุนให้ประชาชนเป็น "เจ้าของปัญหา"
และใช้วิจารณญาณและงานวิจัยเพื่อสะท้อนปัญหาที่คนข้ามเพศเผชิญอยู่
ผ่านการรวมพลังจากทุกภาคส่วน ทั้งประชาชน วิชาการ และรัฐเป็นสิ่งสำคัญ
เราต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
และทำให้งานวิจัยและธรรมนูญสุขภาพนำมาสู่การปฏิบัติจริง
โดยใช้ข้อมูลความจริงและพลังของเครือข่ายภาคประชาชนเป็นตัวขับเคลื่อน

คุณธารทิพย์ สังข์สิงห์ ผู้เชี่ยวชาญ
ฝ่ายสนับสนุนการเข้าถึงบริการปฐมภูมิ และสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงการเพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพสำหรับคนข้ามเพศและกลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศว่า
สปสช.
ได้บรรจุชุดสิทธิประโยชน์สำหรับบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพเข้าไปในระบบแล้ว
โดยบริการนี้ครอบคลุมทั้งกลุ่มเด็กข้ามเพศและผู้ใหญ่ สำหรับกลุ่มผู้ใหญ่
คาดว่าจะเริ่มให้บริการได้อย่างเป็นทางการในเดือนหน้า
เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายสำหรับหญิงข้ามเพศ (Trans women) และชายข้ามเพศ
(Trans men) ซึ่งจะเริ่มนำร่องในหน่วยบริการประมาณ
50 แห่ง
ที่มีประสบการณ์ในการให้ฮอร์โมนสามารถยื่นเรื่อง
เพื่อขอรับรองศักยภาพในการเป็นหน่วยบริการในระบบได้เพิ่มเติม

ทางด้านคุณกุรุพิน สิงห์น้อย
ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสตรี กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
กล่าวถึงการผลักดันร่าง พ.ร.บ. รับรองอัตลักษณ์ทางเพศว่า เป้าหมายของร่าง พ.ร.บ.
นี้คือการให้สอดรับกับ "ธรรมนูญสุขภาพคนข้ามเพศ"
และเป็นการต่อเนื่องจากกฎหมายสมรสเท่าเทียม
โดยมุ่งหวังที่จะเกิดการรับรองตัวตนและสิทธิที่ชัดเจนสำหรับทุกคน
ซึ่งขณะนี้กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สส.)
ได้ยกร่างกฎหมายและรับฟังความคิดเห็นจาก 4 ภูมิภาคทั่วประเทศเรียบร้อยแล้ว
กฎหมายนี้จะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยน "คำนำหน้านาม"
และการเข้าถึงสิทธิในการรักษาพยาบาล โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน

ทันตแพทย์หญิงศิรดา เล็กอุทัย
รองผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย
กล่าวถึงเกี่ยวกับนโยบายและการดำเนินงานเพื่อกลุ่มคนข้ามเพศ (Transgender) และกลุ่ม
LGBTQ+ ในประเทศไทยว่า
ขณะนี้คาดการณ์ว่ามีคนข้ามเพศประมาณ 1,500,000 คน
โดยแบ่งเป็นผู้ที่มีเพศกำเนิดเป็นชาย 500,000 คน
และเพศกำเนิดเป็นหญิง 1,000,000 คน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายหลัก
3 ด้านเพื่อให้ระบบบริการสุขภาพมีความละเอียดอ่อนและครอบคลุม
ได้แก่
อบรมบุคลากรทางการแพทย์ให้เข้าใจความหลากหลายทางเพศและมีทัศนคติที่เป็นมิตรต่อกลุ่ม
LGBTQ+ พัฒนาการบริการให้รองรับคนข้ามเพศ
โดยมีหน่วยงานนำร่องในต่างจังหวัด เช่น นครสวรรค์, ชลบุรี,
และขอนแก่น รวมถึงโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ
ที่ให้บริการตั้งแต่การให้คำปรึกษาจนถึงการผ่าตัดแปลงเพศ และจัดทำคู่มือ
"สุขภาพดีไม่มีเพศ" มีข้อมูลด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม
รวมถึงวิธีการใช้ฮอร์โมนอย่างปลอดภัย

ปิดท้ายด้วย พญ.สุพรรณี จิรจริยาเวช นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรมสาขาอายุรกรรม) โรงพยาบาลตากสิน สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร กล่าวถึงการดูแลสุขภาพกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร 11 แห่งจากทั้งหมด 12 แห่ง ได้เปิดให้บริการ Pride Clinic แล้ว ซึ่งช่วยให้การดูแลสุขภาพครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น นอกจากนั้นยังมีศูนย์บริการสาธารณสุขอีก 20 แห่งที่พร้อมให้การดูแล เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง อีกทั้งกำลังอยู่ในขั้นตอนขอรับรอง "Gender Seal" จากสหประชาชาติ (UN) เพื่อยืนยันว่าเราให้บริการอย่างเท่าเทียมและทุกคนสามารถเข้าถึงสิทธิ์ที่ควรได้รับอย่างแท้จริง
สำหรับธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศแบ่งออกเป็น 5 หมวดสำคัญ เพื่อส่งเสริมและรับรองสิทธิของคนข้ามเพศในสังคมไทย:
หมวดที่ 1: พื้นฐานและสถานการณ์ - รวบรวมข้อมูลเชิงประจักษ์เกี่ยวกับอุปสรรคและความก้าวหน้าในชีวิตของคนข้ามเพศ
หมวดที่ 2: อภิธานศัพท์ - นิยามอัตลักษณ์และความหลากหลาย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในระดับสากล
หมวดที่ 3: เป้าหมายและแนวปฏิบัติ - กำหนดเป้าหมายใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ ระบบสวัสดิการ การศึกษา การแสดงออกทางเพศ และการเข้าถึงบริการสาธารณสุข
หมวดที่ 4: กิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วม - ส่งเสริมการยอมรับความหลากหลายผ่านกลยุทธ์การสื่อสารและการมีส่วนร่วมของสังคม
หมวดที่ 5: กลไกการติดตาม - ระบบการประเมินผลสำเร็จเชิงนโยบายทุก 5 ปี
การจัดทำธรรมนูญนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียมและยอมรับความหลากหลายทางเพศอย่างเป็นรูปธรรม
บทความ / อภิชาติ โสภาพงศ์
ภาพ / อัครพงษ์ บุญชู

