นโยบายสุขภาพไทยยุคใหม่: บูรณาการนวัตกรรมที่ทันสมัย กับความใส่ใจความเป็นมนุษย์ ผ่าน 6 องค์กร "ส"12 มีนาคม 2569
เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569 นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ร่วมเวทีเสวนา Visionary System Leaders Talks ในหัวข้อ “นโยบายสุขภาพไทยยุคใหม่: บูรณาการนวัตกรรมที่ทันสมัย กับความใส่ใจความเป็นมนุษย์” ในการประชุมวิชาการ HA National Forum ครั้งที่ 26 ณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี ร่วมกับผู้บริหารองค์กรภาคีในระบบสุขภาพ ประกอบด้วย นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดร.พิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และ พญ.ปิยวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองตามภารกิจของแต่ละองค์กร
นพ.สุเทพ
เพชรมาก เลขาธิการสำนักงานสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวในหัวข้อ “ร่วมสร้างอนาคตด้านสุขภาพ:
นวัตกรรมเชิงนโยบายผ่านการมีส่วนร่วมทางสังคมเพื่อสร้างระบบสุขภาพที่เปี่ยมด้วยความใส่ใจ”
ว่า นโยบายสุขภาพต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ซึ่ง
สช.มีกระบวนการและเครื่องมือนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม ซึ่งไม่เพียงแค่นำมาใช้กับระดับประเทศ
แต่หน่วยงานองค์กรสามารถนำเครื่องมือของ
สช.ไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และบริบทของแต่ละหน่วยงานและพื้นที่ได้ เช่น
ธรรมนูญสุขภาพ สามารถทำได้ถึงในระดับจังหวัด ชุมชน หรือโรงพยาบาล เช่น
อยากให้เกิดการใส่ใจเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ก็ใช้วิธีการออกแบบเป็นการตกลงร่วมกันว่าจะดูแลอย่างไร
หรือทำธรรมนูญ NCDs ในชุมชน
เป็นต้น หรือการใช้สมัชชาสุขภาพเป็นเครื่องมือที่ให้ประชาชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้อย่างสมานฉันท์
นำไปสู่การเสนอแผนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพที่ใส่ใจประชาชอย่างแท้จริง
“ในส่วนของกฎหมาย พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ก็มีมาตราที่ให้ความสำคัญกับ “หัวใจของความเป็นมนุษย์” เช่น ข้อมูลสุขภาพถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล หรือเรื่องสิทธิของการตายดีที่ให้สิทธิ 5 สิทธิในการสร้างสุขภาวะในระยะสุดท้ายของชีวิตด้วยศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ คือ สิทธิการตัดสินใจ เช่น วางแผนรักษาล่วงหน้า เลือกสถานที่ดูแล ปฏิเสธการรักษา , สิทธิการดูแลด้านร่างกาย , สิทธิการดูแลด้านจิตใจ , สิทธิการสนับสนุนทางสังคม และสิทธิการรักษาศักดิ์ศรี “ นพ.สุเทพ กล่าว
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวในหัวข้อ “จากหลักฐานสู่ผลกระทบ: การพัฒนานวัตกรรมระบบสุขภาพผ่านการวิจัยด้านคุณภาพและความปลอดภัยเพื่อความยั่งยืนในอนาคต” ว่า การขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพต่างๆ ต้องอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่งจะทำให้เห็นว่าประชาชนมีปัญหาสุขภาพในเรื่องใด ปัจจัยเกิดจากอะไร และพื้นที่ไหนมีปัญหาสุขภาพอย่างไรซึ่งจะแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวในหัวข้อ “นวัตกรรมด้านการจัดหาเงินทุนด้านการดูแลสุขภาพด้วยความเห็นอกเห็นใจ สร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้ระบบบริการสุขภาพ” ว่า จากการสำรวจความพึงพอใจของระบบหลักประกันสุขภาพจะอยู่ในระดับที่ผู้รับบริการและผู้ให้บริการมีความพึงพอใจและพูดถึงความสะดวกสบายของการรับบริการเพิ่มมากขึ้น เช่น ประชาชนพึงพอใจเรื่องการไปรักษาที่ไหนก็ได้ อย่างมะเร็งรักษาทุกที่ เป็นต้น แต่การดำเนินนโยบายสุขภาพใดๆ ก็ตามยังมีกรอบของงบประมาณ ไม่ใช่ว่ามีเงินไม่อั้นที่จะดำเนินการอย่างไรก็ได้ ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการเพื่อให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพมากที่สุด
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในหัวข้อ “สร้างเสริมสุขภาพตัวเองด้วยความใส่ใจ การลงทุนด้านสุขภาพมิติใหม่เพื่อระบบสุขภาพที่ยั่งยืน” ว่า นิยามใหม่ของ Healthcare ให้ระบบสุขภาพยั่งยืนนั้น ที่ผ่านมาเรามักใช้การดูแล (Care) โดยยึดตัวเราเป็นหลัก แต่จริงๆ การดูแลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ การดูแลให้เขาดูแลตัวเอง เช่น การดูแลลูกหรือคนไข้ให้เขาดูแลตนเองได้ จึงต้องนำเรื่อง “ส่งเสริมสุขภาพ” และ Health Literacy มาใช้
ดร.พิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวในหัวข้อ “นวัตกรรมการแพทย์ฉุกเฉินที่ใส่ใจเพื่อการดูแลที่ปลอดภัยและใส่ใจทุกชีวิต” ว่า ทุกวันนี้เหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เหตุทางสุขภาพจากตัวเองเท่านั้น ยังมีโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โลกร้อน ภัยพิบัติทุกอย่างเชื่อมโยงอย่างรวดเร็วและคาดเดาไม่ได้ อย่างที่ผ่านมามีทั้งน้ำท่วม ดินถล่ม สงคราม ซึ่งมีผลกระทบต่อเราทั้งนั้น จึงต้องตระเตรียมระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งเรามีหน่วยบริการปฏิบัติการและรับแจ้ง 3 ระดับ คือ พื้นฐาน ระดับสูง และหน่วยเฉพาะทาง ซึ่งศูนย์รับแจ้งพื้นฐานจะขยับไปให้ อบจ.ทั้งหมด โดยถ่ายโอนไปแล้ว 17 แห่ง
พญ.ปิยวรรณ
ลิ้มปัญญาเลิศ ผู้อำนวยการ สรพ. กล่าวในหัวข้อ
“นวัตกรรมแห่งความใส่ใจร่วมกันสร้างได้เพื่อคุณภาพและความปลอดภัยของทุกคน” ว่า
ปกติแล้ว “นวัตกรรม” จะเน้นการเปลี่ยนแปลงเพื่อประสิทธิภาพและผลลัพธ์
แต่นวัตกรรมแห่งความใส่ใจ เป็นการออกแบบและพัฒนานวัตกรรมที่มีความเข้าใจ
เห็นอกเห็นใจ และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เพียงมีประสิทธิภาพ
แต่ยังมีความหมายต่อชีวิตของผู้คน คือ รู้ว่าทำไปเพื่อใครและทำไปเพื่ออะไร


