Healthstation Talk EP.45
ถึงแม้ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ได้ถึงแก่อนิจกรรมไปแล้วก็ตาม แต่คุณงามความดีและมรดกทางความคิดของท่าน ยังคงอยู่บนผืนแผ่นดินไทยอย่างยั่งยืน ในฐานะผู้มีคุณูปการงานสาธารณสุขไทย ซึ่งในโอกาสงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 19 ปี สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา ทาง Healthstation Talk ได้จัดตอนพิเศษขึ้นภายใต้เวทีทัศน์ สามหนุ่ม สามมุม รำลึกอาจารย์ประเวศ วะสี “มรดกความคิดก้าวสู่อนาคตสุขภาพไทย” ผ่านการพูดคุยของ 3 วิทยากรพิเศษ ผู้ใกล้ชิดอาจารย์ประเวศ ที่จะมาบอกเล่ามรดกทางความคิดของท่าน
เริ่มต้นด้วย รศ. นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ ประธานกรรมการมูลนิธิหมอชาวบ้าน กล่าวว่า ได้รู้จัก นพ.ประเวศ ตั้งแต่ตัวเองเป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 6 โดยขณะนั้นมีโอกาสทำวารสารและได้เชิญ นพ.ประเวศ มาพูดคุย ก่อนจะถอดความออกมาเป็นงานเขียนชื่อ แพทย์กับลักษณะปัญญาชน จากนั้นได้มีโอกาสทำนิตยสารหมอชาวบ้านร่วมกับ นพ.ประเวศ ตั้งแต่เล่มที่ 1 เมื่อปี 2552 จนถึงปัจจุบัน ซึ่ง นพ.ประเวศ จะมีคอลัมน์ประจำ 2 คอลัมน์ ได้แก่ 1. คุยกับผู้อ่าน 2. บนเส้นทางชีวิต
“ เมื่อเดือนผ่านมา
มีโอกาสได้รับต้นฉบับล่าสุดชื่อ “คำอำลา” ซึ่ง นพ.ประเวศ ได้เขียนเอาไว้เมื่อ 15
ปีที่แล้ว โดยสาระสำคัญคือสิ่งที่
นพ.ประเวศ ฝากไว้ ซึ่งนับเป็นมรดกทางปัญญาที่ นพ.ประเวศ มอบไว้ให้กับแผ่นดิน รวม 10
ข้อ ประกอบด้วย
1. เราเกิดมาในโลกนี้
ต้องทำให้โลกนี้ดีขึ้น
2. จินตนาการหรือความใฝ่ฝันสำคัญกว่าความรู้
ให้กล้าฝันและจินตนาการใหญ่ เพื่อคนอื่น
3. ต้องใช้ความเพียรพยายามยืนหยัด
มุ่งมั่น ทำงานให้สำเร็จแล้วจะมีความสุข
4. ต้องใช้ปัญญาที่มีฐานจากความจริงของชีวิตและการอยู่ร่วม
คือมนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม
5. จะเกิดปัญญาจากฐานความจริงได้ต้องมีการเรียนรู้ร่วมกันจากการปฏิบัติ
6. ต้องสร้างภูมิคุ้มกันจากความเสื่อม
โดยเฉพาะคนที่มีความสำเร็จมักจะมีความประมาท ยิ่งสำเร็จจึงต้องยิ่งระวัง
เพราะความประมาทจะนำไปสู่ความเสื่อม
7. ต้องมีปัญญาเชิงโครงสร้าง
คือเข้าใจโครงสร้างของระบบสังคมแต่ละแห่ง
ถ้าโครงสร้างไม่ดีต่อให้อบรมธรรมะ-ศีลธรรมอย่างไร ก็จะตกหลุมดำนั้นได้
8. ต้องออกจากมายาคติเหล่านี้
เราเน้นความรู้ทางตำรามากกว่าความรู้ในตัวคน
เราเน้นความเป็นทางการมากกว่าความไม่เป็นทางการ เราเน้นรูปแบบมากกว่าสาระ
9. INN-โครงสร้างใหม่ในการปลดปล่อยชีวิตสู่อิสรภาพ
ศักยภาพ และความสุข
10. จุดเปลี่ยนจากอารยธรรมแห่งการแย่งชิง จะทำให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลได้อย่างไร ” รศ. นพ.สุรเกียรติ กล่าว
ท่านต่อมา นพ.อำพล
จินดาวัฒนะ อดีตเลขาธิการ
คสช. ปี 2551-2559 และสมาชิกวุฒิสภา
กล่าวว่า จากที่เป็นลูกศิษย์ของ นพ.ประเวศ และมีโอกาสได้ทำงานร่วมกันมาอย่างยาวนาน
ได้สังเคราะห์ 9 เกร็ดปัญญาจาก
นพ.ประเวศ ได้ว่า 1. พลังปัญญาและพลังศีลธรรมคือพลังอันยิ่งใหญ่ในการขับเคลื่อนและสังคม
คนที่ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะได้ต้องทั้งพลังปัญญาและพลังศีลธรรม
2. การทำงานคือการปฏิบัติธรรม
ไม่มีใครเกษียณจากการทำงานเพื่อเพื่อนมนุษย์และโลก
3. เดินสายกลาง
ไม่สุดโต่งด้านใดด้านหนึ่ง
4. ให้ยึดหัวใจพระโพธิสัตว์ในการทำงานให้มั่น
คือสุทธิ (ความบริสุทธิ์ ปรารถนาดี) ปัญญา เมตตา ขันติ (อดทน)
5.เจดีย์แห่งการพัฒนา
ประกอบด้วยชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานเจดีย์ ระบบต่างๆ เป็นองค์พระเจดีย์
ที่จะต้องเชื่อมระหว่างฐานกับยอดระบบ และฐานต้องเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
โดยยอดเจดีย์คือความเป็นธรรม
6. สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา
7. INN – โครงสร้างใหม่ในการปลดปล่อยชีวิตไปสู่อิสรภาพ
ศักยภาพ และความสุข
8. เรียนรู้ร่วมกันจากการปฏิบัติ
9. การจัดการคือกุญแจสำคัญ
ได้แก่ ทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้
ประกบคู่ผู้บารมีกับคนวัยทำงานอย่างแยบยล ความไม่เป็นทางการในทางการ ประณีต
และทำด้วยความเพียร
นพ.อำพล
กล่าวต่อไปว่า เมื่อปี 2546 ได้เขียนบันทึกเสี้ยวหนึ่งของการปฏิรูประบบสุขภาพ
ภายใต้ชื่อหนังสือ “ปฏิรูปสุขภาพ ปฏิรูปชีวิตและสังคม” ซึ่ง นพ.ประเวศ
ได้ให้เกียรติเขียนคำนิยมที่สามารถสะท้อนถึงการปฏิรูประบบสาธารณสุข
โดยสามารถสรุปเนื้อหาออกมาเป็น 10 ข้อ
ดังนี้
1. การปฏิรูประบบสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์
2. การพัฒนาเหมือนเหรียญ
2 ด้าน
คือสร้างสุขกับลดทุกข์
3. การแพทย์ที่ก้าวหน้าเป็นสิ่งที่ดี
แต่นำมาสู่ราคาแพงและเกิดความไม่เป็นธรรม
รักษาได้แต่ทางกายภาพแต่แก้ความเจ็บป่วยทางสังคมไม่ได้
4.ระบบสุขภาพและสุขภาวะ
4 มิติ กาย ใจ
สังคม ปัญญา ควรเป็นอุดมการณ์ของชาติ
5. การปฏิรูประบบสุขภาพ
คือการปฏิรูปจุดมุ่งหมายของมนุษย์ว่าจะถืออะไรสำคัญสูงสุดระหว่างเงินหรือสุขภาพ
6. การปฏิรูประบบสุขภาพ
ต้องดึงทั้งหมดมาร่วมคิด
ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบชีวิตไปสู่การมีชีวิตที่เจริญและมีการอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ
ด้วยหลักสุทธิ ปัญญา เมตตา ขันติ
7. การทำ พ.ร.บ.
สุขภาพแห่งชาติ เป็นกฎหมายแม่บทด้านสุขภาพ ส่วน พ.ร.บ. อื่นๆ
เป็นกฎหมายลูกเกี่ยวข้องเฉพาะส่วนต่างๆ ของระบบสุขภาพ
และต้องขับเคลื่อนอย่างกว้างขวาง
8.ทุกภาคส่วนต้องถักทอเพื่อมาเรียนรู้
ทะลุวิกฤตต่างๆ ไปสู่สังคมที่ร่มเย็นและเป็นสุข
9. หัวใจของการปฏิรูประบบสุขภาพ
คือการมีระบบสุขภาพที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์
10. เป้าหมายเพื่อคนทุกคน เพื่อให้อยู่อย่างมีความสุข ปลอดภัย มีเกียรติ และมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์
และปิดท้ายเวทีด้วย
นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบายด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย
การพัฒนาชุมชน หรือท้องถิ่น องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย
(ไทยพีบีเอส) และอดีตผู้อำนวยการสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ
กล่าวถึงมรดกทางความคิดของ นพ.ประเวศ ว่า เป็นตัวอย่างของเราในการตั้งคำถาม
โดยคำถามที่สำคัญกว่าคำว่า WHY ทำไม
คือ WHY NOT ทำไมไม่
ซึ่งแนวคิดใหม่ที่ นพ.ประเวศ
นำเสนอล้วนผ่านการตั้งคำถาม WHY NOT ทั้งสิ้น
คือทำไมไม่เป็นแบบนี้ มันไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนี้ มันเป็นแบบอื่นก็ได้
“ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นพ.ประเวศ ให้ความสำคัญกับการสอนให้ลูกศิษย์คิดและตัดสินใจเอง ให้เลือกเอง เช่น เมื่อ นพ.ประเวศ เสนอว่าสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา เราอาจจะบอกว่าแล้วทำไมไม่เป็นสี่เหลี่ยม ทั้งนี้ การตั้งคำถาม WHY NOT ถือเป็นหน้าที่ของทุกคน เพราะความรู้จะงอกงามได้ไม่ได้เกิดจากการผลิตซ้ำ หรือเทิดทูนเอาไว้เฉยๆ ซึ่งหากตามรอย นพ.ประเวศ จริง ท่านสอนให้เราคิด คือท่านพูดไว้แต่เราจะเชื่อไม่เชื่อก็ได้ ต้องคิด ต้องเลือกเอง “ นพ.โกมาตร กล่าว
ทั้งนี้ในช่วงเช้าของวันที่ 6 มี.ค. 2569 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้จัดกิจกรรมการทำบุญถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ พร้อมจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับเกียรติประวัติ ชีวิต และผลงานของ นพ.ประเวศ อาทิ ของใช้ส่วนตัว ผลงานเขียนและคลังความรู้ ฯลฯ โดยมีลูกศิษย์ นพ.ประเวศ และประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก
โอกาสนี้ นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดงานวาระ 19 ปี สถาปนา สช. ถือเป็นวาระพิเศษในการรำลึกถึง นพ.ประเวศ และสิ่งที่ท่านได้ทำมาตลอดหลายทศวรรษ จนทำให้คนจำนวนมากได้ใช้เป็นหลักคิดและเกิดเป็นแรงบันดาลใจ ซึ่งหลังจากนี้ สช. จะร่วมกับภาคีเครือข่าย และลูกศิษย์ของ นพ.ประเวศ ช่วยกันสืบสานต่อแนวคิดของท่านต่อไป

