สธ. จับมือ 6 หน่วยงาน เชิญชวนคนไทยสร้างบุญใหญ่ บริจาคอวัยวะ-ดวงตา เป้าหมาย 9.3 แสนราย ถวายเป็นพระราชกุศล “สมเด็จพระพันปีหลวง”
25 กุมภาพันธ์ 2569
! Font Awesome Pro 6.0.0 by @fontawesome - https://fontawesome.com License - https://fontawesome.com/license (Commercial License) Copyright 2022 Fonticons, Inc.



กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ สภากาชาดไทย กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย ชมรมพยาบาลประสานงานการปลูกถ่ายอวัยวะแห่งประเทศไทย สมาคมปลูกถ่ายอวัยวะแห่งประเทศไทย และ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เชิญชวนประชาชนร่วมสร้างกุศลยิ่งใหญ่ แสดงความจำนงเป็นผู้บริจาคอวัยวะและดวงตา สืบสานพลังแห่งการให้ สร้างโอกาสแก่เพื่อนมนุษย์และผู้ป่วยระยะสุดท้าย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งเป้า 930,000 ราย ภายในปีนี้ 

 

วันนี้ (25 กุมภาพันธ์ 2569) ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดการแถลงข่าว กิจกรรมแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะและดวงตา ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ผ่านระบบทางไกล โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม พ.ว.สุภาภรณ์ ศรีตั้งศิริกุล ประธานชมรมพยาบาลประสานงานการปลูกถ่ายอวัยวะ แห่งประเทศไทย รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ คณะกรรมการบริหาร ฝ่ายประชาสัมพันธ์และรณรงค์การปลูกถ่ายอวัยวะ และ นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติร่วมแถลงข่าว 

 

นายพัฒนา กล่าวว่า การปลูกถ่ายอวัยวะเป็นวิธีรักษาสุดท้ายที่ช่วยให้ผู้ป่วยระยะท้ายกลับมามีชีวิตปกติและมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ ซึ่งปัจจุบัน โรงพยาบาลหลายแห่งสามารถผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะและเนื้อเยื่อได้ภายใต้ระบบการรับบริจาคและการจัดสรรอย่างเป็นธรรม สามารถเบิกจ่ายค่ารักษาได้ทั้งกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนประกันสังคม และสิทธิเบิกจ่ายตรงกรมบัญชีกลาง กระทรวงสาธารณสุขจึงมีนโยบายส่งเสริมการรับบริจาคอวัยวะและพัฒนาศักยภาพการปลูกถ่ายอวัยวะให้ครอบคลุมทุกเขตสุขภาพ โดยเฉพาะการปลูกถ่ายไต กระจกตา และไขกระดูก รวมถึงการปลูกถ่ายตับและหัวใจในระยะต่อไป แต่สิ่งที่ยังขาดแคลน คือ อวัยวะบริจาค” เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้แสดงความจำนงไว้ล่วงหน้า ทำให้หลายรายเมื่อเสียชีวิตจากภาวะสมองตาย ญาติมักตัดสินใจไม่บริจาค การจัดกิจกรรมครั้งนี้จึงเป็นการสร้างกุศลอันยิ่งใหญ่ สร้างชีวิตใหม่ให้แก่ผู้ป่วยอวัยวะวายระยะสุดท้ายทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าหมาย 930,000ราย ภายในปี 2569 นี้ 

 

ด้านนายเตช กล่าวว่า ข้อมูลล่าสุด 31 มกราคม 2569 มีผู้ป่วยรอปลูกถ่ายกระจกตา 13,834 ราย รอปลูกถ่ายอวัยวะ 7,743 ราย ซึ่งแม้จะมีผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะและดวงตาสะสมประมาณ 2ล้านราย แต่เมื่อเทียบกับประชากรไทยกว่า 65 ล้านคน ตัวเลขดังกล่าวยังถือว่าน้อยและไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การจัดกิจกรรมครั้งนี้ จึงเป็นการรณรงค์การให้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นการเปลี่ยนความสูญเสียให้กลายเป็นชีวิตใหม่ ซึ่งหนึ่งผู้บริจาคสามารถช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยได้หลายคน และช่วยคืนแสงสว่างให้ผู้ที่รอคอยโอกาสอีกจำนวนมาก

 

นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า หน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกันรณรงค์และเปิดรับการแสดงความจำนงฯ ในสถานบริการสาธารณสุขทุกระดับ โดยมีศูนย์รับบริจาคอวัยวะในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ครอบคลุมทั่วประเทศ 134 แห่ง รวมทั้งรับบริจาคผ่านแอปพลิเคชัน หมอพร้อม” และขับเคลื่อนการเพิ่มการผ่าตัดปลูกถ่ายไตและปลูกถ่ายกระจกตา โดยเฉพาะพื้นที่ส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ โดยพัฒนาศูนย์ปลูกถ่ายอวัยวะและกระจกตา ทีมผ่าตัดนำอวัยวะออกจากร่างผู้บริจาค เพื่อขยายบริการรองรับผู้ป่วยที่รอคอยอวัยวะปลูกถ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์เฉพาะทางต่อไป นอกจากนี้ ยังมีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ให้บริการลงทะเบียนบริจาคอวัยวะและดวงตา โดยประชาชนสามารถแสดงความจำนงได้ในระหว่างการทำบัตรประจำตัวประชาชนที่จุดบริการประชาชน ณ ที่ว่าการอำเภอ สำนักงานเขต หรือสำนักงานเทศบาลทั่วประเทศ  กว่า 2,535 จุดบริการ

 

นายสรพงศ์ กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบกได้ร่วมประชาสัมพันธ์กิจกรรมฯ ผ่านทุกช่องทางประชาสัมพันธ์ของกรมฯ ตลอดจนจัดพิมพ์ใบอนุญาตขับรถที่มีเครื่องหมายกาชาดและข้อความบริจาคอวัยวะให้กับประชาชนที่แสดงความจำนงบริจาคแล้วกว่า 160,000 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน โดยผู้บริจาคสามารถแสดงความจำนงผ่านช่องทางออนไลน์ QR Code ของสภากาชาดไทย หรือผู้ที่เคยแสดงความจำนงบริจาคไว้แล้วสามารถแสดงบัตรประจำตัวเป็นผู้บริจาคกับเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการจัดพิมพ์ใบอนุญาตขับรถ ที่มีเครื่องหมายกาชาดและข้อความ บริจาคอวัยวะ” ณ จุดบริการงานด้านใบอนุญาตขับรถและใบอนุญาตผู้ประจำรถ กว่า 195 แห่งทั่วประเทศได้

 

พ.ว.สุภาภรณ์ กล่าวว่า ในการรับบริจาคอวัยวะที่ผ่านมา พบว่าหลายครั้งที่ญาติผู้ป่วยสมองตายไม่กล้าตัดสินใจบริจาคอวัยวะ เพราะไม่แน่ใจว่าตัวผู้ป่วยต้องการบริจาคอวัยวะหรือไม่ ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้จะเกิดประโยชน์อย่างมาก เพราะการมีผู้แสดงความจำนงจำนวนมาก จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจบริจาคอวัยวะของญาติ ทำให้ได้รับอวัยวะบริจาคไปทำการปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยอวัยวะสำคัญวายได้มากขึ้น 

 

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า การปลูกถ่ายไตเป็นทางเลือกสำคัญที่ช่วยยืดอายุและเพิ่มความแข็งแรงให้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย ซึ่งข้อมูลปี 2568 มีผู้ป่วยต้องรับการฟอกเลือดหรือล้างไตทางช่องท้องสะสมทั่วประเทศมากกว่า 150,000 ราย มีการผ่าตัดปลูกถ่ายไต 1,160 ราย โดยมาจากผู้บริจาคสมองตาย 967 ราย และผู้บริจาคที่มีชีวิต 193 ราย ซึ่งสมาคมฯ และภาคีเครือข่ายได้ตั้งเป้าหมายขยายการปลูกถ่ายไตให้ได้ 1,500 รายต่อปี พร้อมทั้งเพิ่มสัดส่วนการปลูกถ่ายจากผู้บริจาคมีชีวิตให้มากขึ้น เนื่องจากมีคุณภาพการรักษาที่ดีกว่า ค่าใช้จ่ายน้อยกว่า และผู้บริจาคเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังในอนาคตน้อยมาก ขณะที่การรอไตจากผู้บริจาคสมองตายต้องใช้เวลานานเฉลี่ยมากกว่า 5ปี 

 

นพ.สุเทพ กล่าวว่า สช.พัฒนาระบบ e-Living Will อำนวยความสะดวกให้ประชาชนจัดทำและจัดเก็บหนังสือแสดงเจตนาในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ และจะเพิ่มการบันทึกรายการการบริจาคอวัยวะของผู้ป่วยที่ทำ Living Will เชื่อมโยงช่องทางเข้าถึงเว็บไซต์การรับบริจาคอวัยวะของสภากาชาดไทย เพื่อให้ประชาชนแสดงความจำนงได้อย่างถูกต้อง และจะสนับสนุนให้ภาคีเครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัด และคณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชนทั่วประเทศช่วยสื่อสารกิจกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง