ขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพแบบมีส่วนร่วม ผ่าน HIA และสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น2 กุมภาพันธ์ 2569
เชียงรายผนึกทุกภาคส่วน รับมือวิกฤตปนเปื้อนลุ่มน้ำกก–สาย–รวก–โขง
"ขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพแบบมีส่วนร่วม ผ่าน HIA และสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น"

วันที่ 29 มกราคม หลายภาคส่วนในเชียงราย ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ร่วมเวทีหารือเพื่อกำหนดทิศทางการรับมือสถานการณ์ปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่
- กำหนดขอบเขตการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพจากสถานการณ์ปนเปื้อนในแหล่งน้ำสำคัญ
- หารือและวางแผนส่งเสริมการจัดทำธรรมนูญสุขภาพระดับตำบลในพื้นที่เป้าหมาย
- พัฒนากลไกความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะระดับลุ่มน้ำ พร้อมผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายผ่านกระบวนการสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น
นายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ บรรยายพิเศษ โดยเน้นย้ำถึงความวิตกกังวลของประชาชนจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีวิถีชีวิตผูกพันกับลุ่มน้ำ ท่ามกลางสถานการณ์ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคมในพื้นที่ โดยเฉพาะปัญหาการปนเปื้อนของสารพิษในแหล่งน้ำสำคัญ พร้อมชี้ว่าการแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสานเสริมพลังนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม บูรณาการการทำงาน และต่อยอดข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ให้เกิดโอกาสเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ การดูแลสุขภาพประชาชนถือเป็นเป้าหมายสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันปกป้องและยกระดับให้ดีขึ้น

ที่ประชุมได้นำเสนอข้อมูล 3 ส่วนได้แก่
- ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและสังคม โดย ดร.สืบสกุล กิจนุกร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
- ผลการวิเคราะห์สารปนเปื้อนทางวิทยาศาสตร์ โดย รศ.ดร.วรางคณา นาคเสน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- บทบาทการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาของกลไก หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดย ดร.เสถียร ฉันทะ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย

จากข้อมูลการศึกษาทางวิชาการพบว่า สารหนู (Arsenic) ในบางพื้นที่มีค่าสูงกว่ามาตรฐานถึง 40 เท่า และยังพบโลหะหนักอื่น ๆ เช่น ตะกั่วและแมงกานีสเกินค่าความปลอดภัย สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าตัวเลข คือผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นกับชีวิตจริงของผู้คน ซึ่งต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อปัญหา
ผลกระทบวงกว้างจากปลาในลำน้ำ สู่ความไม่มั่นคงในจานข้าว
ปลาที่มีรูปร่างผิดปกติ ผิวหนังอักเสบที่เกิดซ้ำในเด็ก การหลีกเลี่ยงการใช้น้ำแม่น้ำที่เคยเป็นแหล่งชีวิต คือความเปลี่ยนแปลงที่ชุมชนริมฝั่งน้ำต้องเผชิญ ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่สุขภาพ แต่ลุกลามไปถึงวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของครัวเรือน
เด็กในพื้นที่บางแห่งมีค่าความเสี่ยงจากการสัมผัสสารพิษผ่านผิวหนังสูงเกินมาตรฐานความปลอดภัย ขณะที่เกษตรกรไม่มั่นใจว่าผลผลิตจะปลอดภัยพอสำหรับการบริโภคหรือจำหน่าย ธุรกิจท่องเที่ยวซบเซา และความเชื่อมั่นของผู้คนต่อข้อมูลจากรัฐก็ถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อย ๆ
ทางออกเชิงระบบ: จากการประเมินผลกระทบ สู่พลังชุมชนและนโยบายชาติ
เพื่อตอบโจทย์ปัญหาที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงหลายมิติ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ได้ผลักดัน “แผนประเมินผลกระทบด้านสุขภาพกรณีสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำกกและโขง” โดยใช้กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน
แผนดังกล่าวประกอบด้วย 3 กระบวนการสำคัญที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ได้แก่
- การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (Applied HIA) เป็นการรวบรวมและสังเคราะห์ข้อมูลเชิงวิชาการควบคู่กับข้อมูลจากชุมชน เพื่อระบุกลุ่มประชากรเสี่ยง ช่องทางการรับสัมผัส และออกแบบมาตรการลดผลกระทบ เช่น การคัดกรองสุขภาพเชิงรุก เทคโนโลยีกรองน้ำ และระบบเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในพื้นที่ การพัฒนาธรรมนูญสุขภาพระดับตำบล
- ในพื้นที่เป้าหมาย 20 ตำบล เพื่อสร้างข้อตกลงร่วมของชุมชนในการจัดการสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของตนเอง และบูรณาการเข้าสู่แผนพัฒนาท้องถิ่นและงบประมาณในระดับพื้นที่
- สมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น เป็นกลไกยกระดับข้อเสนอจากระดับชุมชนและลุ่มน้ำ สู่การตัดสินใจเชิงนโยบายระดับจังหวัดและระดับชาติ ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมและฉันทามติ เพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
ที่ประชุมได้มีการแบ่งกลุ่มย่อย เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและผลกระทบที่เกิดขึ้นครอบคลุมอย่างน้อย 4 มิติสำคัญ ได้แก่
- ด้านสุขภาพ ประชาชนมีความเสี่ยงต่อโรคผิวหนังและโรคมะเร็งในระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก ซึ่งผลการประเมินความเสี่ยงจากการสัมผัสทางผิวหนัง (Hazard Quotient: HQ) มีค่าสูงถึง 1.44 เกินค่ามาตรฐานความปลอดภัย
- ด้านการดำรงชีวิต ความหวาดระแวงต่อการปนเปื้อนในปลาและพืชผลทางการเกษตร ทำให้วิถีชีวิตดั้งเดิมถูกสั่นคลอน
- ด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวซบเซา ผลผลิตทางการเกษตรไม่สามารถจำหน่ายได้ ส่งผลต่อรายได้ของครัวเรือน
- ด้านสังคม เกิดความไม่ไว้วางใจต่อข้อมูลจากภาครัฐ และความสับสนจากกระแสข่าวที่หลากหลายและขาดการสื่อสารที่เป็นระบบ


สอดคล้องกับผู้แทนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นายญาณาฤทธิ์ หนสมสุข ที่ได้แลกเปลี่ยนแนวทางการสนับสนุนของ อบจ. เชียงราย โดยเน้นว่ากระบวนการนโยบายสาธารณะต้องอาศัยความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และกลไกสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น อบจ. จะร่วมในการทำงานเชิงระบบ พร้อมส่งเสริมบทบาทของรพ.สต. ในสังกัด ในการรวบรวมข้อมูลสำคัญของปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นฐานสำคัญในการจัดทำธรรมนูญสุขภาพ กำหนดทิศทางการแก้ไขปัญหาอย่างมีเอกภาพ และนำไปสู่การจัดการปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
เวทีความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนภาพการก้าวเดินของเชียงรายในการขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพจากฐานพื้นที่ สู่การจัดการลุ่มน้ำในมิตินโยบายสาธารณะ ภายใต้วิสัยทัศน์ “เชียงรายล้านนาแห่งความสุข” ที่มุ่งสร้างคุณภาพชีวิต สุขภาวะ และความมั่นคงด้านทรัพยากรให้กับประชาชนอย่างยั่งยืนในอนาคต

